ไล่คนวิจารณ์แถลงศอ.รส.ฟังธรรม จี้'สมชัย'ลาออกทำตัวไม่เป็นกลาง

วันที่ 18 เม.ย. 57 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี มีผู้วิพากษ์วิจารณ์แถลงการณ์ ศอ.รส. ก้าวล่วงดุลพินิจ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ว่า หากผู้วิจารณ์ได้ฟังคำบรรยายธรรมของพระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือท่านเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ก็จะเห็นว่าสอดคล้องกันหลายส่วน...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

3 แมตช์สุดท้าย ชี้ชะตา 'ยุบประชาธิปัตย์' บทสรุปตอนจบมีแค่ 3 ทาง!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553 00:00:33 น.
ทีมข่าวการเมือง

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดให้วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม เป็นวันไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง คือ พรรคประชาธิปัตย์ ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์สำนวนคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เป็นวันสุดท้าย โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกาศแล้วว่าจะไม่มีการขยายเวลาการไต่สวนออกไปอีกแล้ว แม้ว่าพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบให้ขึ้นเบิกความรวมทั้งสิ้น 14 ปาก ที่ตอนนี้เหลือ 13 ปาก จะมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเดินทางมาเบิกความตามวันเวลาที่ศาลนัดหมายไว้ล่วงหน้าอีก 3 ครั้งนับจากนี้คือ วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม, 11 ตุลาคม และ 18 ตุลาคม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ ก็จะไม่มีการขยายวัน ไต่สวนให้อีก

อันหมายถึงว่า 18 ตุลาคม 2553 หากเปรียบไปก็เหมือนกับ "วันปิดคดี" ที่ต่อจากนั้นจะเป็นการให้ทั้งฝ่าย กกต.-ปชป. ทำการ "แถลงการณ์ปิดคดี" ที่สามารถแถลงปิดคดีได้โดยเอกสารหรือวาจา

จนหลายฝ่ายคาดการณ์กันไปล่วงหน้า รวมถึงแม้แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าการอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคน่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าไม่เกินเดือนพฤศจิกายน  แม้อีก 1 สำนวนคดี คือคดีเงินบริจาคทีพีไอ  256 ล้านบาท ที่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันกับคดี 29 ล้านบาท จนแทบเป็นเรื่องเดียวกันจะยังไม่มีการพิจารณาคดี จนบางฝ่ายไม่แน่ใจว่าศาล รธน.จะทำอย่างไร แต่ดูแล้วคาดว่าศาล รธน.อาจไม่รวม 2 เรื่องนี้ไว้ด้วยกัน คงนัดอ่านคำตัดสินคดี 29 ล้านบาท ไปเลยหลังจบคดี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาด้วย "ระบบไต่สวน" เฉกเช่นเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ดังนั้นหากที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ในคดีนี้พิจารณาเห็นว่าในการรับฟังคำเบิกความของทั้ง 2 ฝ่าย ยังฟังไม่จบสิ้นกระบวนความ พบข้อสงสัยในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอยู่ ต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร

ศาล รธน.ก็สามารถออกคำสั่งให้มีการเรียกพยานบุคคลที่ฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชีมาให้ศาล รธน.พิจารณามาเบิกความเพิ่มเติม หรือให้ส่งเอกสารที่เห็นว่าเป็นส่วนสำคัญของคดี หรือให้ทำบันทึกถ้อยคำในคดีนี้ส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเพิ่มเติมได้

อันเชื่อได้ว่าทั้งฝ่าย กกต.และพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็ลุ้นอยู่ว่า ตุลาการศาล รธน.จะมีการเรียกพยานบุคคลมาเบิกความเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะฝ่ายอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ เชื่อได้ว่าคงต้องการเห็นสิ่งนี้ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการ "ต่อลมหายใจ" ให้กับ ปชป.ได้ตั้งรับเตรียมการต่างๆ ออกไปไม่มากก็น้อย ท่ามกลางการสร้างกระแสการเมืองล่วงหน้าไปไกลแล้วว่า

"ประชาธิปัตย์ไม่รอด"ถึงขั้นเกิดกระแส "นายกฯ สำรอง" ชี้นำและกดดันศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ "เพื่อไทย-แกนนำเสื้อแดง" ก็พยายามสร้างกระแส "อำนาจพิเศษ" จะช่วยอุ้มประชาธิปัตย์-ค้ำเก้าอี้นายกฯ ให้อภิสิทธิ์ และเตือนว่าหากเป็นเช่นนั้น กระแสสังคมไม่พอใจ

"สองมาตรฐาน" คือประชาธิปัตย์ทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ทักษิณ ชินวัตรเพื่อไทย-เสื้อแดง ทำผิดทุกอย่าง จะลุกฮือขึ้นอีกครา

ดังนั้นไม่ว่าจะออก "มุมไหน" ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ ที่คาดการณ์ได้ว่าคงหนักหน่วงกว่าในช่วง พ.ค. 2550 ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญชุด "ปัญญา ถนอมรอด" อดีตประธานศาลฎีกาตอนนั้นมีคำวินิจฉัย"ยุบไทยรักไทย-ปล่อยประชาธิปัตย์" แน่นอนเนื่องจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์รอบนี้แตกต่างจากครั้งนั้นมาก ทั้งในเชิงที่มาที่ไปและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากข้อกล่าวหาคดียุบพรรครั้งนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยุคทวี สอดส่อง และ กกต.กล่าวหาว่าประชาธิปัตย์

"ทุจริตเงินหลวง 29 ล้านบาท" และ "มีพฤติการณ์ร่วมรู้เห็นการไซฟอนเงิน 258 ล้านบาท จากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ" คือ ทีพีไอ ผ่านการว่าจ้างทำป้ายโฆษณาหาเสียง แต่แท้ที่จริงแล้วคือการนำเงินทีพีไอไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2548

ที่แม้กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำร้องให้ดีเอสไอ และ กกต.สอบสวน-การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของเพื่อไทย-การกดดัน กกต.ให้ตัดสินยุบพรรคของคนเสื้อแดงที่ยกพวกไปเผาโลงศพหน้าสำนักงาน กกต.-สายสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องของพยานฝ่าย กกต.และดีเอสไอมีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ส่อให้เห็นว่ามีการจ้างวานพยานบางคนให้ยื่นเรื่องนี้ โดยมีสิ่งตอบแทนให้จากบุคคลบางกลุ่ม แต่ "ข้อเท็จจริง-ปมสงสัย" บางเรื่องหลายประเด็น ปชป.ก็ไม่สามารถแก้ตกได้เลย โดยเฉพาะเรื่องการเข้า-ออกของเงินในบัญชีของ ส.ส.ปชป.ในช่วงเกิดเหตุ

ทำให้หลังผ่านศึกการไต่สวนมารวม 6 นัด แยกเป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง 5 นัด และพยานฝ่าย ปชป. 1 นัด แม้ฝ่ายกฎหมายประชาธิปัตย์จะแสดงความมั่นใจว่าพรรคจะ "กุมชัยชนะ"ทว่านั่นก็เป็นเรื่องปกติที่ทีมสู้คดีต้องแสดงท่าทีเช่นนั้นให้คนในประชาธิปัตย์และสังคมแลเห็น เพราะขืนมาบอกว่า"หนักใจ"-"ไม่มั่นใจ" คงใจเสียกันทั้งพรรคซึ่งหากมองภาพรวมการพิจารณาคดีทั้ง 6 นัด ยังถือว่า ปชป.ไม่ได้กุมสภาพที่เหนือกว่าฝ่าย กกต.มากนัก การพิจารณาคดีบางนัด-การเบิกความของพยานบางคน ปชป.ก็ทำคะแนนได้ดีกว่า

เช่น การเบิกความของ ม.ล.ปทีป จรูญโรจน์ อดีตประธานคณะกรรมการสอบสวนคดียุบพรรคในชั้น กกต. ธงชัย ดลศรีชัย ลูกพี่ลูกน้องประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคในปี 2548 ที่ต่างเบิกความไปในทิศทางเดียวกันว่า ปชป.ไม่ได้ทำผิดในเรื่องการรับเงินทีพีไอ หรือนำเงินของ กกต.ไปใช้ผิดระเบียบในการทำป้ายหาเสียงเลือกตั้ง

ทว่ากลับกัน การพิจารณาคดีหลายนัด การเบิกความของพยานบางคน อาทิ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ นางวราภรณ์ ณ ป้อมเพชร ผอ.ฝ่ายตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สิน สำนักงาน กกต. ก็ทำให้ประชาธิปัตย์สาหัสพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่อง "เส้นทางการเงิน" และการเบิกความที่พยายามชี้ว่ามีคนของประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในการรับเงินทีพีไอตามข้อกล่าวหาของ กกต.

แม้ว่าเนื้อหาการเบิกความไม่ว่าจะเป็นพยานคนไหน ส่วนใหญ่เป็นการเบิกความตาม "เอกสารบันทึกคำให้การ" ที่ยื่นต่อศาล รธน.อยู่แล้ว แต่การขยายความประเด็นต่างๆ บนการซักถามซักค้านอย่างเข้มข้นของทั้งฝ่ายผู้ร้องและ ปชป.ต่อหน้าองค์คณะ ก็ทำให้การวินิจฉัยคดีขององค์คณะง่ายดายยิ่งขึ้นว่าสมควรจะเชื่อฝ่ายไหน

จึงทำให้การไต่สวนที่เหลืออีก 3 นัด ที่ล้วนแต่เป็นพยานฝ่ายของ ปชป. นับจากนี้ ปชป.ต้องทำให้ดีที่สุด ขณะที่ฝ่ายผู้ร้องก็ต้องซักค้านทำลายน้ำหนักคำเบิกความของพยานเพื่อชี้ให้เห็นว่า ปชป.ทำผิดจริง

อันเป็น 3 นัดที่มีพยานรอขึ้นเบิกความดังนี้ 4 ตุลาคม บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ประดิษฐ์ ภัทรประ สิทธิ์ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรรค ประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา ประชาธิปัตย์

วันที่ 11 ต.ค. ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองเลขาธิการพรรค นายอาภรณ์ รองเงิน สมุห์บัญชีเลือกตั้งปี 2548 นางอรุณี รวยสูงเนิน ผู้ตรวจสอบบัญชี คมสัน โพธิ์คง อดีต กมธ.ยกร่าง รธน. ปี 2550 อิสระ หลิมศิริวงศ์ อดีตประธานอนุกรรมการวินิจฉัยคดียุบพรรคของ กกต.

นัดสุดท้าย 18 ต.ค. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรค ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย และอดีตรองเลขาธิการพรรค

โดยตอนจบของคดีนี้ สุดท้ายศาล รธน.ที่คงใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์-นิติศาสตร์มาตัดสินคดีนี้ นอกจากจะดูว่าพยานทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า คำร้องของ กกต.เป็นจริงหรือไม่แล้ว

อาจพิจารณาโดยดูเรื่อง "หลักความรับผิดชอบ" ด้วยว่าคดีนี้ถ้าเห็นว่าคำร้อง กกต.มีมูล มีการทำผิดจริง จะวินิจฉัยลงโทษผู้เกี่ยวข้องภายใต้หลักความรับผิดชอบเฉพาะตัว (Individual Responsibility) หรือความรับผิดชอบร่วมกัน (Collective Responsibility) ซึ่งคงทำให้ไม่พ้น 3 ทางจบแบบนี้ คือ

1.ตัดสินยุบพรรค-ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง หมดในช่วงเกิดเหตุ

2.เห็นว่าคำร้องยุบพรรคมีมูล แต่วินิจฉัยลงโทษและ ตัดสิทธิ์การเมืองเฉพาะกรรมการบริหารพรรค หรือบุคคลในพรรคที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ยุบพรรค

3.ยกคำร้อง ประชาธิปัตย์ไม่ผิดซึ่งที่ผ่านมาการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองมักมีแค่ 2 ทางเท่านั้น คือ ยกคำร้องกับยุบพรรคและตัดสิทธิ์ 5 ปี จึงต้องคอยดูกันว่า ประชาธิปัตย์จะรอดหรือไม่รอด.

ADVERTISEMENT