คอลัมน์: Star RETRO: ชีวิตดุจนิยาย หลากเรื่องเล่าจาก 'อาร์ต-ศุภวัฒน์ อ่ำประสิทธิ์ เพอร์ดี้'

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 00:00:16 น.
กุหลาบสีเงิน

หายหน้าจากจอทีวี.บ้านเราไปพักใหญ่ สำหรับอดีตพระเอกลูกครึ่งไทย-อเมริกัน "อาร์ต-ศุภวัฒน์ อ่ำประสิทธิ์ เพอร์ดี้" มีโอกาส ได้เจอะเจอกันที่งานบวงสรวงละครเรื่อง "ทิวลิปทอง" ของค่าย อินทรีย์ ออดิโอ วิชั่น โดย "อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร" และ ผู้บริหาร 2 พี่น้อง "คุณระวิสรา อินทรีย์" และ "คุณพิมพ์สุภัค อินทรีย์" ภรรยาของอาหลอง ที่หนุ่มอาร์ตร่วมแสดงนำ และนอกจากนี้ เขายังมีส่วนช่วยในงานเบื้องหลังอีกด้วย สตาร์เรโทรจึงไม่พลาดที่จะพูดคุยอัพเดทเรื่องราวชีวิตของเขามาฝากแฟนๆ

เริ่มกลับมารับงานแสดงแล้วครับหลังจากที่หายไป 14 ปี ที่หยุดไปไม่ใช่ว่าเราอิ่มตัวนะ แต่คือเรามีโอกาสได้ออกอัลบั้ม ทำเพลงกับทาง Warner Music และได้ไปทัวร์ร้องเพลงที่ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา ซะส่วนใหญ่เลยเหมือนเราเปลี่ยนอาชีพ และบทบาททางการแสดงที่เขายื่นมาให้ตอนนั้นเริ่มจะเป็นบทตัวโกงตัวร้าย ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับเราเพราะว่าเพลงในอัลบั้มเป็นเพลงรัก เราติดใจการร้องเพลงก็เลยเดินสายคอนเสิร์ตอย่างเดียว ถ้าไม่ใช่ "อาหลอง" (ฉลอง ภักดีวิจิตร) ผมก็ไม่คิดว่าจะกลับมาเล่นละคร ด้วยความที่เราอยากร่วมงานกับอาหลองนานแล้ว อย่างนางเอกผมจากเรื่องเพชรตาแมว "เอ็มม่า" (วรรัตน์ สุวรรณรัตน์) เรามีผู้จัดการคนเดียวกันคือ "พี่แอ๊ะ" (ณัฐฐาวดี วินศิริ) ที่เป็นภรรยาของ "พี่ตู่" (พงศนาถ วินศิริ) พี่ตู่เป็นคนสนิทของอาหลองแล้วได้พาเอ็มม่ามาเล่นอังกอร์กับอา เราเห็นงานแล้วเราก็สนใจอยากจะเล่นมาก แต่ว่ามันไม่มีโอกาสเนื่องจากตอนนั้น ติดสัญญากับกันตนา พอมาอีกทีเมื่อปี 2008 อาก็เรียกไปเล่นเรื่องทอง 9 ผมตอบตกลงเล่นเรียบร้อย แต่ว่าติดขัดบางอย่างเลยไม่ได้เล่น จนที่สุด ก็ได้มาเล่นทอง 10 ซึ่งประทับใจมากคืออยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้าน มันมีความสบายใจ แบบอธิบายไม่ถูก กลับมาบทบาทเปลี่ยน

ชื่อเราก็มาหลังพระเอกนางเอกนะ อาจจะไม่ได้เป็นคู่ 2 คู่ 3 เป็นพระเอกเหมือนเมื่อก่อน ด้วยวัยเรามันก็ไม่ได้จะห้าสิบแล้วครับ (หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นบทอะไรก็แล้วแต่ถ้าอายื่นมาผมไม่ปฏิเสธ ผมไม่เคยคิดอยากจะกลับมาเล่นละคร ผมเป็นพิธีกรเดินสายออกคอนเสิร์ตต่างประเทศของผมไปก็มีความสุขดี เป็นบอสของตัวเอง แต่ว่าพอมาเล่นละครกับอาแล้วมันมีความรู้สึกว่าว้าว! บอกตัวเองว่ามันควรเป็นแบบนี้สิ เวลาที่เราให้ใจใครแล้วสิ่งที่เราได้กลับมามันเป็นความ รู้สึกที่สุดยอด อาเมตตาผมมากถึงไหนถึงกัน ผมเลยมาช่วยทำเว็บไซต์ ให้อา ไปเนเธอร์แลนด์ผมก็ช่วยแพลนช่วยติดต่อสายการบินติดต่ออะไรๆ บางทีก็เหนื่อยนะแต่ว่าเราทำด้วยใจแล้วเรามีความสุขที่ได้ทำให้กับคนที่เขาดีกับเรา เมื่อก่อนอยู่กันตนาผมก็เป็นคนไปติดต่อ "คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น" เราสามารถดิวงานให้ได้ทั้งในเมืองไทยและต่างแดน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นพิธีกรหลายที่เรารู้จักคนเยอะ และจากชื่อเสียงของรา เราก็คิดว่าคนจะลืมหมดแล้วนะ แต่ว่าพอเจอ กันจริงๆ คือยังมีคนจำเราได้เยอะ รู้สึกว่าสาธุ ก็ต้องขอบคุณ "พี่ต๊ะ- นิรัตติศัย" ที่มอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตให้เป็นพระเอกเรื่อง เพชรตาแมว และกันตนานี่แหละครับที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้ด้วยละครเรื่อง สะพานดาว ขนาดว่าผมไปเที่ยวกลางคืนยังมีน้องเข้ามาทักเลยว่าแม่เขาเคยดูเราเล่นละครเรื่องนี้ และมีอยู่วันนึงรถไปเสียอยู่ข้างถนนก็มีน้องคนนึงขับมอเตอร์ไซค์มาและทักว่า ใช่พี่ที่เล่นละครกับไอ้ดำไหม คือ "สำลี" เล่นด้วย ก็จะยี่สิบปีแล้วเขาจำได้หมดเลยว่าบทบาทของเราเป็นยังไง ก็แอบปลื้มมากจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายบันเทิง

เริ่มต้นจากการเป็นนายแบบที่นิวยอร์กครับ ตอนนั้นผมเรียนปริญญาโท University of Central Florida in Orlando และมีคนมาเจอก็เลยทาบทามให้มาเป็นนายแบบ แต่เราไม่ได้สนใจ และในที่สุดก็ถามแม่ แม่บอกว่าจะมีใครบ้างที่มีโอกาสแบบนี้ เพราะว่าที่นิวยอร์ก ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะเป็นนายแบบถ้าเขาไม่เลือกคุณ เขามีจำนวนจำกัด อย่าง Storm Models Management ที่ผมเซ็นสัญญาด้วย มีนายแบบ 50 คน ก็เลยตัดสินใจใหม่ลองงานนายแบบ เมื่อปี 1995 ได้ลง VOGUE ตอนที่ถ่ายAd (advertisement) ให้ GIVENCHY ก็ปลื้มสุดปลื้มที่ครั้งหนึ่งในชีวิต และน่าจะเป็นนายแบบคนไทยคนเดียว มั้งที่ลง VOGUE  (จากที่นึกปฏิเสธการเป็นนายแบบ?) มันก็น่าลอง เพราะว่าตอนนั้นเราก็อายุ 24-25 ยังเด็ก เอ๊ะ! แต่ก็ไม่เด็กแล้วนะ สำหรับอเมริกาถือว่าโตแล้ว แต่คือเราไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเมืองไทยแล้วก็มาทำอะไรเยอะแยะขนาดนี้ ผมเกิดและโตที่เมืองไทยจนถึงอายุ 15 ก็ไปอยู่อเมริกาเลย งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆเลี้ยงตัวได้แต่ไม่ฮอต กล้าพูดเลยว่าเราไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ว่าก็เลี้ยงตัวเองได้ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วหลังจากนั้นเพื่อนที่เป็นนายแบบชื่อ "พี่แซ็ค" เขาก็กลับมาที่เมืองไทยและมีงานเพียบเลยนะกับ Traffic jam บริษัทที่จัดเขามีงานเยอะมากก็เลยชวนเรามา เราก็รู้สึกว่าไม่ได้เจอคุณยายนานแล้วก็เลยกลับมากะว่ามาเยี่ยมคุณยายและมีงานด้วย ก็เลยได้มาถ่ายแฟชั่นลงหนังสือต่างๆ เดินแบบ มาเห็นความเป็นอยู่ของคุณยายก็เลยอยากจะอยู่ดูแลท่านให้อยู่อย่างสะดวกสบาย เพราะว่าตอนนั้นท่านก็แก่แล้วครับจะแปดสิบแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเลือกที่ถูก เพราะว่าได้อยู่ดูแลท่านในช่วงบั้นปลายชีวิตก้าวสู่การแสดง

เพราะพี่แอ๊ะผู้จัดการผมนี่แหละครับ เจอพี่แอ๊ะที่งานแฟชั่นโชว์ พี่แอ๊ะเรียกผมมาเดินแฟชั่น หลังจากนั้นก็ได้มาดูแลผมเป็น ผู้จัดการส่วนตัว แล้วเชื่อไหมครับ 20 กว่าปีเราก็ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม หาผู้จัดการกับดาราคนไหนที่เป็นได้ขนาดนี้ เรายังติดต่อกันตลอด เราอยู่กันด้วยใจ เงินไม่สำคัญ คือตอนนั้นผมกำลังจะไปฝรั่งเศสพี่แอ๊ะ ก็บอกว่ากันตนากำลังต้องการพระเอกละคร ซึ่งผมก็อายุ 27-28 (เข้ามาตอนที่อายุเยอะ?) คือจะแก่แล้วครับ (หัวเราะ) แต่โชคดี ที่ตอนนั้นผู้ชายไทยยังไม่ค่อยรู้จักการออกกำลังกายไม่ค่อยมีใคร มีกล้ามหรือว่าเล่นฟิตเนสกัน แต่ว่าผมพกกล้ามมาจากนิวยอร์กด้วย ดูเฟิร์มดูฟิต เวลาเล่นแอ๊กชั่นฮีโร่เราก็ดูสมจริงสมจัง ไม่ก๊องแก๊ง ซึ่งพี่ต๊ะต้องการแบบนั้น ก็เลยได้เล่นละครเรื่องแรกเพชรตาแมว คู่กับเอ็มม่า ถือเป็นการแจ้งเกิดในวงการระดับหนึ่ง แต่ว่าที่แจ้งเกิดเลยจริงๆน่าจะเป็นสะพานดาว ซึ่งเป็นละครดราม่าที่นำเสนอเรื่องราวของเกย์ ผู้ชายกับผู้ชาย เราเล่นเป็นผู้ชายนี่แหละแล้วมีเกย์มาชอบ แต่เราไม่ชอบ และเรารู้สึกว่ามันอินมากในละครก็เหมือนกับชีวิตจริงที่เราปฏิเสธ พอเราปฏิเสธเขาก็เลยเห็นในความดีของเรา เอาเราไปเลี้ยงเป็น ลูกบุญธรรม ละครเรื่องนี้เป็นอะไรที่ดังมากไปไหนมาไหนคนก็จะทัก ไม่เคยลืมที่มา ตัวตน และผู้ที่ให้โอกาส

ทุกวันนี้ผมไม่ได้แคร์อะไรแล้ว แต่ถ้าได้พูดแล้วมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่ได้ฟัง เด็กๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ ว่าสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดแล้วก็ต้องขอบคุณกันตนา ที่มอบโอกาสให้ผมได้ดูแลยายให้ได้อยู่ดีในบั้นปลายชีวิต เงินทองชื่อเสียงที่เราได้มาประกอบกับการเป็นคนดีของเราด้วย ที่ทำให้เราสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ผมยังบอกกับตัวเองเลยว่าผมมั่นใจว่าผมเป็นคนดี ยายผมสอนมา คนอื่นจะเป็นยังไงผมไม่สนใจ ทำดีไปเถอะครับใครไม่เห็นแต่ตัวเรารู้ ผมเคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือดิฉันแล้วผมก็พูดว่าผมอยู่กับยายมาจากท้องไร่ท้องนา ก็มีคนว่าผมว่าจะไปบอกเขาทำไมว่าเรามาจากไหน แต่ผม คิดว่าก็มันเป็นความจริง คนเราวิ่งหนีความเป็นตัวตนของตัวเอง

ไม่ได้หรอกครับ แล้วผมภูมิใจเพราะ ว่าตรงนั้นมันทำให้ผมมีตรงนี้ ซึ่งการมาอยู่ตรงนี้คือผมโคตรภูมิใจเลย ทุกวันนี้ผมยังพูดอยู่เสมอว่า ผมขอขอบคุณพี่ต๊ะ พี่ตุ๊กตา กันตนา ที่ให้โอกาสผม นอกจากละครแล้วพี่ตุ๊กตาก็ยังได้ให้ผมทำพิธีกรด้วยรายการเรื่องจริงผ่านจอ ผมเป็น พิธีกรคนแรกนะ กับพี่ต๊ะทุกวันนี้ ก็ยังมีพูดคุยชวนผมไปเล่นละคร ซึ่งเร็วๆ นี้ ก็จะมีผลงานร่วมกัน พี่ต๊ะ ไม่เคยลืมผมเพียงแค่รอบทที่มัน เหมาะกับเราที่สุด เรามองตารู้ใจกัน และผมก็ไม่เคยลืมถ้าไม่ได้พี่ต๊ะ ผมคงไม่มีวันนี้ ไม่ได้พี่ตุ๊กตาดันเรื่องต่อๆ ไปผมก็คงจะไม่บรรลุถึงขนาดนี้ ผมไม่เคยลืมบุญคุณคนครับ ตักตวงโอกาสตรงนี้มากพอหรือยัง

ผมว่ามันคุ้มค่ามากๆ โชคดีที่ผมเป็นคนรู้จักคำว่าพอ เป็นคน ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะทำให้ชีวิตมันดีไปกว่านี้ เพราะวันนี้ มันก็ดีเลิศแล้ว ถ้าเปรียบกับเมื่อวาน ได้มาอีกก็ถือว่าเป็นบุญ แต่จะไม่ทำอะไรที่ค้านกับตัวเอง อย่างเช่นเพื่อนบอกว่ารถเราเก่าแล้วนะทำไมไม่เปลี่ยนคันใหม่ที่มันทันสมัยกว่านี้ แต่เราไม่คิดอย่างนั้น คือ เราจะไปเป็นหนี้ทำไม การไม่มีหนี้สบายตัวจะตายนอกจากจะเล่นละคร ให้กับกันตนาแล้วผมก็ยังมีโอกาสได้ไปร่วมงานกับทางช่อง 3 ด้วยครับ เรื่องไฟกามเทพ ตอนนั้น "พี่ตุ๊ก-เดือนเต็ม" บอกว่าทางอาร์เอส เขากำลังหาพระเอกไปเล่นคู่กับ "นิ้ง-กุลสตรี" ซึ่งไฟกามเทพเป็นละคร อีกหนึ่งเรื่องที่ผมประทับใจ แล้วเขาเอามาออกในยูทูบก็ได้ดูเลยรู้สึกว่าว้าว! ชอบสนุกดี มีเล่นเจ้าสาวสายฟ้าแลบ และพริ้งคนเริงเมือง ทางช่อง 5 ต้องบอกว่าบางทีมือมันเผลอไปเสิร์ชชื่อตัวเองในกูเกิ้ลก็จะ เห็นรูปของตัวเองโผล่มาจากละครเรื่องนั้นเรื่องนี้ (หัวเราะ) มันก็รู้สึกว่า ปลื้มนะ ถามว่าผมตักตวงตรงนี้มาพอหรือยัง คือผมอาจจะไม่ใช่พี่เบิร์ด หรือหลายๆ คนที่คนเห็นแล้วชื่นชมว่า โห!พี่เขาเท่มากเก่งมาก แต่เราก็ภูมิใจในระดับหนึ่งกับสิ่งที่เรามี ที่สำคัญคือทำให้ยายผม 2 คน ภูมิใจที่เรามาถึงตรงนี้ได้ ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มต้นชีวิตมันมันค่อนข้างจะขรุขระ และทุกวันนี้อาหลองไว้วางใจเรา ให้เราติดต่อตรงนั้นตรงนี้ให้ ล่าสุด ผมก็ได้เชิญท่านทูตเนเธอร์แลนด์มาในงานบวงสรวงละครเรื่องทิวลิปทอง ตอนแรกก็ไม่คิดว่าท่านจะมา สรุปแล้วท่านก็มาเราก็รู้สึกปลื้มใจแทนอา ที่พูดผมไม่ได้ต้องการที่จะโฆษณาตัวเองนะอยากจะบอกว่าทำดีจากใจ ไม่ว่าใครจะมองเรายังไงหรือเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไรเราไม่จำเป็นต้องไปแก้ตัว ไม่ใช่ว่าไม่แคร์แต่เราจะไปห้ามความคิดของเขาได้ยังไง เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่สักวันมันจะพิสูจน์เอง หลากหลายบทบาทที่ได้ทำ ชอบสิ่งไหนมากที่สุด

ผมเป็นคนชอบเอ็นเตอร์เทนครับ ก็น่าจะเป็นชอบร้องเพลงที่สุดและภูมิใจมากที่ได้ไปเล่นละครเวทีที่สิงคโปร์เรื่อง Cold White Lies and Red Hot Scandals ที่ Esplanade Center, Singapore ก็โอเคมันไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง เล่นซีซั่นเดียว 3 เดือน เป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะว่าได้ร้องเพลงด้วยเป็นละครเพลง เป็นงานที่ดีอีกเรื่องแต่เรื่องที่ภาคภูมิใจที่สุดคือเรื่อง Soi Cowboy (2008) เป็นหนังลูกครึ่งอังกฤษไทย ผมได้ร้องเพลงซาวนด์แทรค และเขาเอา เพลงในอัลบั้มของผมมารีเมค หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกเข้าพิจารณา รางวัลใหญ่ Un Certain Regard ที่งานCannes Film Festival 2008 น้ำตาก็ไหลเลยเพราะเราไม่เคยคิดว่าจะมีชื่ออยู่ในหนังเรื่องนั้น ได้เครดิต Music by Art Supawatt และเราก็เล่นด้วย เล่นเป็น ตัวเองนี่แหละ คือในเรื่องนางเอกเขาบ้าดาราไทยอยู่คนนึงพอเป็นผมเล่นเขาก็เอาเรื่องสะพานดาวไปเปิด ชีวิตคือการเดินทาง

ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ทั้งที่เมืองไทยและอเมริกา อยู่เมืองไทย ตอนนี้ก็คือเล่นละคร ทำเพจ เหมือนเป็นพีอาร์รับเชิญให้กับค่าย Insee ของอาหลอง และยังมีงานร้องเพลง พิธีกร อยู่อเมริกาก็อยู่กับครอบครัว ไปหาเพื่อนเดือนครึ่งสองเดือน คือผมมีอะไรที่แม่บุญธรรมได้ทิ้งไว้ให้ แต่เราก็ไม่ได้ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายนะ บางคนอาจมองว่าเห็นงานน้อยแต่ทำไมเดินทางบ่อยจัง ก็คือผมเดินทางไปด้วยทำงานไปด้วย เวลาเดินทางไปผมก็จะบอกหัวเมืองต่างๆ ว่า Hello I'm coming (หัวเราะ) เช่นซูริคไปบ่อยมาก ลาสเวกัส ชิคาโก้ แอลเอ งานแสดงที่เมืองไทยถ้ามีติดต่อมาก็รับแล้วแต่พี่แอ๊ะ (ยิ้มตาวาว) แต่ผมอยู่กับอาหลองกับพี่ต๊ะผมก็แฮปปี้แล้วนะครอบครัว คู่ครอง คู่คิดที่ยังคงตามหากันต่อไป

ครอบครัวของผมมีพี่แอ๊ะ คุณอา ผมเปรียบตรงนี้เป็นครอบครัวผม (หมายถึงคู่ชีวิต?) อ๋อ...ผมก็มีตามหัวเมืองต่างๆ (หัวเราะร่วน) เปล่าหรอกครับอันนี้พูดเล่นขำๆ คือเคยมีคู่คิดแล้วก็ เลิกกันไป ทุกวันนี้ผมเป็นเปาบุ้นจิ้น สำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่เขาทะเลาะกันเราก็จะเรียกมาคุย เป็นผู้ที่คอยไกล่เกลี่ย ผมมีความรู้สึกว่า คู่ชีวิตส่วนใหญ่ทำไมเขาเจอกันต้องทะเลาะมีนั่นมีนี่กัน อาจจะเป็นเพราะว่าความรักมันหาง่ายมั้งแค่เข้า Internet ก็ได้แล้ว แต่สำหรับ ผม Romance เป็นสิ่งสำคัญมาก หมายถึงการที่เราอยู่กับใครสักคนนึง แต่ว่าคนอื่นเขาอาจจะมองอยากจะมี Romance เหมือนกัน แต่ว่าเรายังไม่มาเจอกัน ในขณะนี้ผมก็ขอทำตัวให้เป็นประโยชน์กับน้องๆ ต่อไป ให้คำแนะนำที่เป็นกลางเพราะผมรู้สึกว่าชีวิตนี้เราเจออะไรมาเยอะ พอสมควร เราอยู่เป็นผู้เป็นคนมาถึงทุกวันนี้ได้เราผ่านอะไรมาเยอะ จนอยากจะเขียนหนังสือสักเล่มนึง เดี๋ยวอายุ 60 จะเขียนหนังสือ Tell all จริงๆ พร้อมแล้วละครับ แต่มีความรู้สึกว่าพออีก 20 ปี เพราะว่าเราอาจจะมีข้อมูลใหม่ๆสิ่งที่ได้รับจากวงการนี้

วงการบันเทิงให้ยายผมได้มีชีวิตที่ดีในบั้นปลายชีวิตของเขาทั้ง 2 คือผมมีคุณยาย 2 ท่านครับ "ยายธรรม" กับ "ยายไพ" ท่านไม่มี ลูกและเลี้ยงผมมาตั้งแต่ 1 ขวบ"เจ้านกกาเหว่า ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร คาบเอาข้าวมาเผื่อ ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเหยื่อมาให้กิน" เสียงกล่อมของแม่กา ทั้ง 2 ยังคงดังกังวาลอยู่ในจิตวิญญาณของ ลูกนกกาเหว่าน้อยตัวนี้ เสมอ ไม่มีวันเลือนครับ และผมก็มีคุณแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูมาเป็น คนอเมริกัน นามสกุล Purdy ที่ผมใช้อยู่ก็เป็นนามสกุลของแม่บุญธรรม แม่แท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่แต่ว่าไม่ได้อยู่ด้วยกัน อย่างที่บอกว่าผมเจออะไรมาเยอะมาก (ครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์แบบ?) ผมขอใช้ คำว่าติดลบด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่ว่าติดลบทางด้านจิตใจนะ แต่คือเราไม่ได้ มีพร้อมเหมือนคนอื่น ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่เรามียายสองคนและ แม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูเรามาให้เติบโต และวงการบันเทิงก็ทำให้ผมได้ มีโอกาสทำให้ยายผมภาคภูมิใจกับเด็กเบบี้ (น้ำตาซึม) ที่เขาเอามาเลี้ยงทั้งๆ ที่เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าวันๆ เขาจะกินอะไร

ปิดท้ายกันแบบซาบซึ้งปนหยดน้ำตา จากผู้ชายที่ชีวิต ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย และนี่ก็คือ "อาร์ต-ศุภวัฒน์ อ่ำประสิทธิ์ เพอร์ดี้" อดีตพระเอกหนุ่มลูกครึ่งที่ยังอยู่ในใจ หลายๆ คน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง