ข่าวอินโฟเควสท์
23:57 จีนชี้ข้อตกลงการค้าจะต้องมีความเท่าเทียมกัน,ให้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย   นายลู่ กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างจีนแ…
23:36 บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว ก่อนเผยรายงานประชุมเฟดพรุ่งนี้   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ก่อนการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาค…
23:27 ราคาทองร่วงต่ำสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์ ดอลล์แข็ง,หุ้นพุ่งกระทบตลาด   ราคาทองร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ในวันนี้ โดยถูกกระทบจากการแข็งค่…
23:16 ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงวันนี้ กังวลสงครามการค้าฉุดอุปสงค์น้ำมัน   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ปรับตัวลงในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงค…
22:55 ปอนด์ดีดตัว หลังมีข่าวนายกฯอังกฤษไฟเขียวฟรีโหวตทำประชามติ Brexit   ปอนด์ดีดตัวขึ้นเทียบดอลลาร์และยูโร หลังมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษยื่นข้อเส…

คอลัมน์: เวทีอิสระ: เข็มขัดนิรภัย ม.44 ความหวังดีที่สังคมส่ายหน้า

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 00:00:03 น.
วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร
หมายเหตุ : บทความแนะนำดีๆ ที่น่าสนใจ จากคุณกษิต ภิรมย์

โดยหลักการแล้ว การคาดเข็มขัดนิรภัยถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ก็คือประชาชนทั่วไป ดังที่รัฐบาล คสช.เขาว่าไว้นั่นแล ซึ่งหากมองลึกๆ ก็น่าจะพอเข้าใจในเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจว่า ท่านเป็นห่วงเป็นใยในสวัสดิภาพของผู้สัญจรชาวไทยจริงๆ เพียงแต่ท่านเหล่านั้นอาจจะลืมไปว่า เมื่อทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว การโดยสารบนกระบะหลังของรถกระบะก็จะผิดกฎหมายทันที

ทั้งๆ ที่การใช้พื้นที่กระบะหลังเพื่อการโดยสารนั้น เป็นเรื่องที่กระทำกันมานานในสังคมไทย จนแทบจะเรียกว่าเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว เนื่องจากราคารถบ้านเรามันแพง และรถปิกอัพก็มีราคาย่อมเยา เมื่อเทียบกับอรรถประโยชน์ที่ครบครัน ทั้งการขนของและขนคนบนกระบะหลัง ขนาดหน่วยงานรัฐเอาไปประยุกต์ใช้เป็นรถตำรวจเพราะสามารถขนของได้มาก จะขนผู้ต้องหาหลายคนบนกระบะท้ายก็สะดวกสบาย หรือทหารยังเอาไปใช้งานเคลื่อนย้ายกำลังพล ข้อดีเยอะขนาดนี้ เลยทำให้ชาวบ้านซื้อรถกระบะมาใช้งานกันมากมาย นี่ยังมินับรวมวัฒนธรรมการเล่นสงกรานต์บนหลังรถกระบะอีกต่างหาก

เรื่องที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตประชาชนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด ในอดีตประเทศไทยเราก็ทำมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเลิกฝิ่นหรือเลิกทาส ซึ่งถ้าท่านที่ออกกฎหมายนี้เฉลียวใจดูสักหน่อย ก็จะเห็นว่า ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินการเลิกทาสกันแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หักหาญกันทันทีแบบในสหรัฐฯซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ กลายเป็นสงครามฝ่ายเหนือ-ฝ่ายใต้อยู่หลายปี เพราะฝ่ายที่ปรับตัวไม่ทันหรือเสียประโยชน์มาก ก็ยืนยันไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนฝ่ายที่ปรับตัวได้ หรือไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็บอกว่า ทำไมจะไม่ทำ เมื่อมันดีกว่าต่อสังคมโดยรวม

จากตัวอย่างกระบวนการที่ทำให้ประเทศไทยเลิกทาสได้อย่างไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ก็น่าจะเป็นกรณีศึกษาให้ผู้มีอำนาจในวันนี้และในอนาคต ได้ตระหนักว่า วิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตกันแบบทันทีทันใด หรือการมุ่งแต่จะใช้อำนาจนิยมนั้น มันไม่สามารถทำให้สังคมก้าวหน้าไปอย่างสงบสุขได้ ซึ่งในกรณีที่ท่านเล็งเห็นความสำคัญของการคาดเข็มขัดนิรภัยของคนไทยขนาดนั้น ท่านก็ควรได้ศึกษาผลกระทบให้รอบด้านเสียก่อน แล้วดำเนินการให้ครอบคลุมสิ่งเหล่านี้อย่างมีขั้นมีตอน

1.คำนึงผู้เสียประโยชน์ / ได้รับผลกระทบ : กำหนดแผนการนำไปสู่การคาดเข็มขัดนิรภัยเต็มรูปแบบภายใน 5 ปี โดยปีแรก อาจจะบังคับกับผู้นั่งรถเก๋งทุกคนที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว รถคันไหนเก่าไม่มีอุปกรณ์ครบ ก็ให้เวลา 6 เดือนไปติดตั้งเสีย โดยมีเงินสนับสนุนให้ ส่วนผู้ใช้รถกระบะนั้น ในปีแรกอาจจะห้ามโดยสารหลังกระบะบนถนนสายหลัก ปีต่อไปค่อยๆ ปรับไปสู่ถนนสายรอง จนถึงชุมชนต่างๆในต่างจังหวัด ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ผู้ใช้รถกระบะก็ได้ใช้รถของเขาตามวัตถุประสงค์ไปแล้ว เมื่อจะซื้อรถคันใหม่ จะได้พิจารณาว่าจะเปลี่ยนเป็นรถตู้หรือไม่ จะต้องเตรียมต้นทุนไว้ล่วงหน้าแต่เมื่อไหร่ ทำเช่นนี้ได้ ประชาชนก็จะได้ไม่เดือดร้อนมาก ในการค่อยๆ เปลี่ยนแปลง

2.กฎหมายต้องมาพร้อมรายละเอียดการปฏิบัติ และการบังคับใช้ : การที่จะออกกฎหมายใดๆ ย่อมต้องคิดให้ครบถ้วน ไปจนถึงผลกระทบ และแง่มุมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้มีรายละเอียดวิธีการบังคับใช้ที่เป็นมาตรฐานแก่หน่วยงานบังคับใช้ ไม่ใช่สั่งมาแค่จะเอาแบบนี้ แล้วไปทำกันให้ได้ คนในสังคมไม่ใช่ทหารภายใต้บังคับบัญชาที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ทันทีดั่งใจ อย่างเรื่องบังคับคาดเข็มขัดนิรภัย ตำรวจก็งงว่า จะเอายังไงกับที่นั่งแค็บหลัง จะทำอย่างไรก็รถสองแถว รถอาสาสมัครกู้ภัย ไปจนถึงรถครูต่างจังหวัดที่รับส่งนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้สั่งการกฎหมายนี้ไม่ได้มีการคิดให้ถ้วนถี่ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงไม่สามารถเห็นถึงปัญหาในวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ซึ่งเป็นหนังหน้าไฟ คอยรับหน้ากับประชาชน ซึ่งเมื่อถามกลับไป แต่ละคนก็ตอบไปคนละอย่าง กลายเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมไปแบบไม่ตั้งใจ

3.ประชาชนต้องได้เตรียมตัวเตรียมใจ ได้ศึกษากฎกติกาล่วงหน้า : เมื่อวิจัยกันดีแล้ว และมั่นใจว่าจะบังคับใช้กฎหมายแน่นอน ก็ต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพราะเขาจะได้รับรู้ ศึกษาและเตรียมตัวเตรียมใจซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องมีหน้าที่ออกให้ความรู้กับประชาชนรวมทั้งการทดสอบใช้ เพื่อรวบรวมข้อสงสัย หรือประเด็นปัญหาในการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์ต่างๆ แล้วนำขึ้นปรึกษากับผู้ออกกฎหมาย เพื่อหาแนวทางดำเนินการ เมื่อถึงเวลากฎหมายบังคับจริง จะได้ไม่ต้องมาคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบคิดเองเออเองตามวิจารณญาณของผู้บังคับใช้แต่ละท่าน แล้วบางทีก็ไม่ถูกต้องกับเจตนารมณ์ผู้ออกกฎหมาย ประชาชนก็เบื่อหน่ายกับการไม่มีมาตรฐานของการบังคับใช้ บางทีก็กลายเป็นช่องทางหาประโยชน์ไป ซึ่งก็ไม่พ้นรัฐบาลที่จะโดนด่าว่าสรรหากฎหมายมาให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหากิน

หากท่านผู้มีอำนาจได้อ่านทั้ง 3 ข้ออย่างถ้วนถี่แล้ว น่าจะเข้าใจว่า เหตุใดท่านจึงโดนประชาชนรุมต่อว่า ทำอะไรไม่เข้าท่า ไม่ถ้วนถี่ เอาแต่ใจ บริหารประเทศแบบทหารสั่งงาน จนพาลไปถึงว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าที่น่าจะใช้ ม.44 ไปแก้ไข หนักๆ เข้าก็โจมตีว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นอย่ามาบังคับคนไทย ทั้งๆ พวกท่านมีเจตนาที่ดีแท้ๆต่ออนาคตของสังคมไทย

ก็หวังว่า กรณีเข็มขัดนิรภัย ม.44 นี้ จะถูกใช้เป็นกรณีศึกษาอย่างจริงจังก่อนที่รัฐบาลใดๆ จะคิดออกกฎหมายใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประชาชนในอนาคต ไม่ว่าจะหวังดีอย่างไรก็ตาม ท่านควรตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการต้องเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก และต้องมีกระบวนการ วิธีการรองรับ ที่จะช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะเดินหน้าพัฒนาสังคมไทยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า โดยจะต้องมีแนวทางปฏิบัติงานที่ชัดเจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการสื่อสารที่ตรงกัน ไม่สร้างความสับสนแก่สังคม หากทำได้ดังนี้ กฎหมายต่อๆ ไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็น่าจะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชนไทย แทนที่จะส่ายหน้าให้แบบครั้งนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง