คอลัมน์Star RETRO: ค้นความเป็น PAUSE ผ่านร้อน-ฝน-หนาว มากว่า 20 ปี

ข่าวบันเทิง 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กุหลาบสีเงิน ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเป็นตำนาน และยิ่งยากกว่า เมื่อได้ชื่อว่าเคยตกยุค!? แต่วันนี้ วง PAUSE (พอส) ได้โอกาส กลับมายืนแถวหน้าอีกครั้ง ด้วยขุมกำลังของ เอ-พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ (กีตาร์), นอ-นรเทพ มาแสง (เบส), บอส- นิรุจ เดชบุญ(กลอง) และน้องใหม่ เฟ้นท์-ประภาพ ตันเจริญ (ร้องนำ) ที่หลายคนอึ้งกับความเหมือน โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ (อดีตนักร้องนำที่เสียชีวิต) ทั้งบุคลิกหน้าตาและเสียงร้อง อะไรทำให้ความเป็น PAUSE ยืนหยัด วันนี้เราได้โอกาสจับพวกเขามาค้นใจ ชีวิตนอกกรอบ จากการเป็น PAUSE เฟ้นท์ : ของผมตอนนี้ไม่มีครับ งานอื่นออกหมดแล้ว (เสียงพี่ๆ แซว : เดี๋ยวออกจากวง ก็อยู่ยากสิ!! /ระเบิดเสียงหัวเราะกันทั้งวง) ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานเบื้องหลัง ด้านอัดเสียง พากย์หนัง เกี่ยวกับซาวนด์ออนฟิล์มครับ พอมาร้องเพลง ก็พักงานตรงนั้นไปก่อน

เอ : ผมสอนดนตรี สอนกีตาร์ อยู่ที่ SCA Superstar Academy ครับ ส่วนเด็กโต ปวช. มหาวิทยาลัย ผมสอนให้กับที่มหาวิทยาลัยสยาม สองสถาบันนี้เขาเชื่อมโยง กันอยู่ สอนมาประมาณ 3 ปีได้แล้วครับ เด็กๆ ก็เหมือน ลูกๆ หลานๆ มีหลายวัย แล้วอย่างเด็กประถม ที่เขา ไม่ทันรุ่นพวกเรา พอเขารู้ว่าเราจะออกซิงเกิ้ล เขาบอกว่า ถ้าเพลงครูขึ้น JOOX อันดับหนึ่ง เดี๋ยวพวกผมจะไปดูคอนเสิร์ต และต้องเป็นเพลงเร็วด้วยนะ คือเขาอาจจะมอง ว่าเราเก่าแล้ว หรือเพลงช้าซะเยอะ ซึ่งผมเองก็รู้กระแสเพลงใหม่ๆ จากเด็กๆ นี่แหละครับ เพราะผมจะสอนตามใจเขา ชอบเพลงไหนบอกมา เดี๋ยวสอนตามนั้น (นอเสริมว่า : คือลักษณะธรรมชาติของวงเรา เพลงเร็วมันไม่ไปกับเรา เราก็พยายามทำเพลงเร็วมาตลอด ซึ่งก็มี แต่ไม่ดัง) คนฟังจะคาดหวังเพลงซึ้งซะมากกว่า เพราะเราได้รับการยอมรับจากเพลงแบบนั้น (นอ: เราก็อยากทำเพลงเร็วนะครับ ไม่รู้นักร้องเขาจะไหวรึเปล่า?)

นอ : ผมพยายามทำหลายอย่างครับ เพราะอาชีพแบบเรา ถ้าไม่บริหารจัดการให้ดี ก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่เหมือนงานบริษัทที่มีคนบอกว่าให้ทำอะไร ของเราคิดเอง แล้วก็ทำเอง นอกจากทำวงพอส ผมก็ทำวงเครสเซนโด้ด้วย แล้วก็ทำโปรดิวซ์อยู่ในค่ายมีเรคคอร์ด ก่อนหน้านี้ผมเคยสอนดนตรีที่ มศว ประสานมิตร กับรับพูดแนะแนวตามมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหัวข้อ จบดนตรีแล้วทำงานอะไร เพราะบางทีคนไม่รู้ ไม่เหมือนอาชีพทั่วไป ที่ลงหนังสือพิมพ์รับวุฒินี้ ชัดเจน แล้วผมอยู่ประสานมิตร ก็จะมีรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไปประจำตามที่ต่างๆ เชิญไปพูดบ้าง อย่าง ม.นเรศวร, ม.พิษณุโลก, ม.มหาสารคาม หรืออย่างเอแบคก็มี คือไปเป็นวิทยากรรับเชิญ แล้วก็เคยเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นงานดนตรีก็บางๆ ไปเลย ช่วงเครสเซนโด้ชุด Four Days หลังจากนั้นปีที่แล้ว ผมก็ยังสอนที่ มศว ประสานมิตร อยู่ เป็นอาจารย์พิเศษ แต่พองานวงเริ่มจะหนาขึ้น ไปสอนไม่ได้ ก็ให้อาจารย์คนอื่นมาเป็นแทน (กลับมายึดงานเพลงเป็นหลัก?) ใช่ครับ คิดไม่น่าจะเป็นหลักได้แล้ว ก็กลับมาเป็นหลักได้อีก(หัวเราะ)

บอส : ผมแบ่งตัวเองเป็น 3 ภาค ภาคที่เป็นศิลปิน กับ 2 วงคือพอส กับเครสเซนโด ก็งานหนึ่งละ และงานที่ 2 ถ้ามีเวลาเหลือ ก็จะไปเล่นดนตรีกลางคืนกับวงเพื่อนๆ อีกวงหนึ่ง ประจำในร้านอาหาร ชื่อวง พิ้งค์แพนด้า (แพนด้าสีชมพู) เพื่อนเขาตั้งขึ้นมา เล่นประจำที่ร้านแถวทาวน์อินทาวน์ เป็นร้านแบบเมมเบอร์คลับ คือถ้าไม่มีงานจากทาง วงพอส-วงเครสเซนโด้ ก็จะไปเล่น และภาคสุดท้ายคือเป็น ภาคของผู้จัดการวง ก็คือเราเปิดบริษัทไว้รับงานของวงพอส และเครสเซนโด้ด้วย แล้วบริษัทไม่มีพนักงานครับ มีผมคนเดียวที่เป็นคนจัดการ คือรับผิดชอบทำทุกอย่าง งานเอกสาร นัดคิว ดิวเงิน จ่ายเงินสมาชิก จริงๆ ก็กะจะจ้างพนักงาน แต่งานเราไม่ได้เยอะอะไร (นอ :เฟ้นท์ว่างมากเลยนะ) ไม่เป็นไร เอามันมาทำ กลัวจะแย่ กว่าเดิม ทำเองคนเดียวดีกว่า คือถึงจะเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยเข้าพวกกับนักดนตรีอย่างเรา ก็ลองทำดู ปวดหัวดี เอ้ย! สนุกดีครับ(หัวเราะ) เราเพิ่งจะมาตกลงเปิดบริษัทกัน เมื่อไม่นาน เพราะปีที่แล้ว แต่ละคนโดนภาษีเพิ่มเติมกัน ไปเยอะ เลยคิดเปิดเป็นรูปบริษัทมารองรับดีกว่า (นอ :ถ้าปีก่อนหน้านั้น จัดอยู่ในรูปของยากจนครับ อย่าได้คิดเปิดบริษัทกันเลย เพราะไม่ได้มีงานมากมายขนาดนี้)

เมื่อ "เฟ้นท์" ก้าวเข้ามาปลุกชีวิตวง PAUSE

นอ: เดิมมีแต่เรื่องซึมเศร้า สำหรับผมนะครับ เวลาพูดถึงพอส จะเป็นเรื่องของอดีต ผ่านไปแล้ว เราก็คิดถึงกัน แต่ว่ามาเล่นด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่ได้มีกิจกรรมร่วมกัน นานๆ เจอกับเอที กับบอสที มาเจอกันทีก็ไม่ได้สุขอะไรเท่าไหร่ แต่ ณ ปัจจุบันเหมือนเราทำวงใหม่เลย แต่ว่ามีเพื่อนเก่าๆ มาเล่นด้วยกัน แล้วก็มีเฟ้นท์มาร้องนำ ผมว่าถ้าเปรียบเป็นหนังสือ ก็เหมือนกับพอสที่มีโจ้เป็นหนังสือภาคแรก ตอนนี้เรากำลังเขียนหนังสือเล่มที่ 2 เหมือนต่อเนื่องกัน แต่ความรู้สึกผมว่าไม่ต่างอะไรกับตอนเราเป็นวัยรุ่นครับ

เอ : เราเป็นคนเดิมครับ แต่ว่าการเล่นดนตรีในยุคนี้กับยุคก่อน ทุกคนมีประสบการณ์มากขึ้น ก็เลยเล่นกันไม่หมือนเดิม ครั้งแรกๆ ที่กลับมาเล่นด้วยกันก็รู้สึกสนุก ตื่นเต้น แล้วยิ่งเป็น บอสกับ นอ ที่คุ้นเสียงกันอยู่แล้ว (ผมไปเล่นกับคนอื่นมาบ้างพอสมควร พอมาเป็น 2 คนนี้ ซึ่งกลั่นกรองสิ่งที่ใหม่ๆ เจ๋งๆ มา แค่เฉพาะดนตรีก็ดีอยู่แล้ว ยิ่งพอมีเฟ้นท์เพิ่มขึ้นมาเป็นส่วนเชื่อมโยงกับคนฟังได้อีก ทำให้เราได้รับความสนใจอีกครั้ง และเวลาที่นอยากฟัง เพลงเก่าๆ ที่โจ้เคยร้อง เฟ้นท์เขาก็ร้องได้ดี ทุกคนยอมรับ ในความคิดผม เฟ้นท์อาจจะไม่ได้เหมือนโจ้ซะทุกอย่างไป แต่ก็มีส่วนที่เขาทำแล้วคล้าย ซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนยอมรับ และเราได้สนุกทุกครั้งที่ออกไปเล่น ได้กลับมาสู่ชีวิตความเป็นพอสอีกครั้ง

นอ : จะว่าเหมือนก็เหมือน จะว่าไม่เหมือนมันก็ไม่เชิง เพราะว่าผมตอนนี้ กับผมเมื่อ 20 ปีมันก็คนละคน ผมจำ ไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราคิดอะไรกันตอนนั้น เหมือนที่เอบอก เราผ่านอะไรมาเยอะ ผมไปอยู่วงอื่นนานกว่าอยู่วงพอสด้วยซ้ำไป แต่เราก็กลับมารวมกันใหม่ อย่างเฟ้นท์เข้ามา ถ้าจะยกความดี ก็ต้องยกความเก่งให้กับคนที่สเกาท์และดึงเขามา คือคนเราหน้าตาเหมือนมันพยายามไม่ได้หรอก แต่เสียง มันเป็นเรื่องของการได้รับแรงบันดาลใจมาเป็นรุ่นๆ เมื่อคนสเกาท์หามาได้ดี ก็ทำให้พอสสามารถจะเห็นภาพลางๆ ของเมื่อก่อนได้ ส่วนที่เรากลับมารวมกันใหม่ ปัจจุบันผม 3 คน อายุ 40 กว่ากันแล้ว การที่เราจะมาทำกิจกรรม ร่วมกัน มันก็ต้องเป็นเรื่องของอาชีพแล้ว ไม่ใช่การมาทุ่มเทเหมือนสมัยเมื่อ 20 กว่า ที่เราไม่รู้อะไร อย่างวันนี้บอสมีลูกแล้ว ผมก็กำลังจะ (บอส : มีลูก? / หัวเราะ) กำลังจะทำโน่นทำนี่ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีรายได้มาเสริม ไม่งั้นวงเราก็คงเดินหน้าไปไม่ได้

เฟ้นท์ : (ความกดดันของการมาเป็นน้องเล็ก มีช่วงลำบากไหม?) (บอส : ช่วงนี้แหละ) (หัวเราะ) มีแค่ช่วงตอนแรกๆ ครับ (พี่ๆ เขารับน้องยังไง?) ไม่มีครับ พี่เขาน่ารักทุกคน (เอ : ใครบอกไม่มี เป็นเด็กยกน้ำแข็งครับ เข้าเซเว่นก็คนอื่นไม่ลง ให้เฟ้นท์ลงไปซื้อ) (นอ : ผมเพิ่ง เขียนบทความลงแฟนเพจตัวเองไม่นานว่า ไม่ใช่เพื่อนรุ่นเดียวกัน กอดคอกันมา มันมีช่องว่างอายุค่อนข้างห่าง อย่างผม 40 กว่า เฟ้นท์เพิ่ง 20 กว่า เพราะฉะนั้นข้อดีมี คือการที่มีรุ่น จะเป็นระบบของการทำงานได้ มีกฎเกณฑ์ได้ ดุด่ากันได้ และผู้ใหญ่ทำตัวเหลวไหล อายเด็กก็ไม่ได้ ก็ดีอย่างหนึ่ง คือการเป็นเพื่อนกัน ผมก็เคยทำวงแบบนั้น เฮไหนเฮนั่น ลงเหวก็ลงด้วยกันหมดเลย ไม่มีใครดึงใครได้ แต่ตอนนี้เราได้ทั้งการทำงานเป็นระบบ และได้ความเป็นเพื่อนด้วยครับ) ตอนแรกที่เข้ามามีกระแสในเฟซบุ๊ค ผมก็ตามอ่าน แต่หลังๆ ก็ปลง ด้วยความที่พวกพี่ๆ ทั้ง 3 คน เขาดี เขาไม่ทำให้เรากดดัน เป็นพี่ที่น่ารักทุกคนครับ ซึ่งทุกครั้งก่อนที่ผมจะขึ้นร้องเพลง ผมจะจุดธูปบอกพี่โจ้ตลอดครับ (เอ : บอกว่าไงนะ พี่โจ้ไม่เกิดละ ผมเกิดแทน) (บอส : พี่โจ้ครับ ผมขอสัญญาว่าผมจะทำให้ทุกคนลืมพี่ให้ได้ / ระเบิดเสียงหัวเราะกันชุดใหญ่) ไม่มีครับ ไม่มี (หัวเราะ) พอมาถึงวันนี้ หลายๆ อย่างดีขึ้นเยอะครับ ตั้งแต่ออกเพลงใหม่กระแสพลิกเลย

นอ : ผมเคยบอกเขาเรื่องกระแส ว่าตอนนั้น ที่เราทำพอส แล้วโจ้อายุเท่าเนี้ย เท่ากับเฟ้นท์ตอนนี้ ก็ไม่ใช่ ว่าทุกคนจะยอมรับโจ้ เขาก็โดนด่า ไอ้ฟู ไม่เอา มีเป็นเรื่องปกติ แรกๆ โจ้ก็ไม่มีใครยอมรับเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเฟ้นท์ต้องผ่านตรงนี้ไปให้ได้ อันนี้เป็นการให้กำลังใจ ประเภทดุด่า ก็มีครับ เฮ้ย! จะมารูปร่างลักษณะเหมือนอย่างเดียวไม่ได้ นายก็ต้องเก่งด้วย โจ้มันเก่งนะเว้ย ก็ต้องมีพัฒนาการกัน ไปครับ อย่างพวกผมเองก็ต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยด้วย

กิจกรรมของ PAUSE ในวันว่าง

นอ : กำลังจะพยายามทำหลายๆ อย่างครับ เตะบอล และอย่างอื่นด้วย เพราะเราเพิ่งรวมกันได้ปีกว่า เลยยังอยู่ในช่วงค่อยๆ หากิจกรรมร่วมกัน

เอ : เชียร์บอลรอบดึก (หัวเราะ) เวลาเล่น ต่างจังหวัด พอเสร็จจากการเล่น จะมีถ่ายทอดบอลในทีวี. เราก็จะรวมตัวกัน กินน้ำส้ม ดูบอล(หัวเราะ)

นอ : ผมว่ากิจกรรมของวงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่เล่นดนตรีอย่างเดียว เรามีหน้าที่ เอาชีวิตมาผูกกันด้วย ก็ต้องพยายามสร้างกิจกรรมร่วมกัน อย่างไปต่างจังหวัดก็ฉลองกันนิดๆ หน่อยๆ อย่างตอนนั้น ไปเล่นที่บุรีรัมย์ ก็ไปดูบอลด้วยกัน เขามีแมทช์พิเศษ พอดีครับ (พูดถึงฟุตบอลเชียร์ทีมไหนกันบ้าง?) (บอส : ของผมสเปอร์ส / อาร์เซนอล) (เฟ้นท์ : อาร์เซนอล) (เอ : ของผมเชียงใหม่ FC แชมป์แน่ / เสียงฮือฮาขึ้นมาทันที) แต่ก่อนผมชอบ เอเวอร์ตัน ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ครับ หาคนชอบได้น้อยมาก ในเมืองไทย รู้สึกจะมีพี่กนก กับเรย์ แมคโดนัลด์ เท่าที่รู้ครับ อย่างตอนนี้ ทีมบุรีรัมย์ ก็คล้ายๆ สีน้ำเงินเหมือนกัน ตราสัญลักษณ์ก็มีปราสาทคล้ายๆ กัน ก็เชียร์ทีมไทยด้วยครับ (บอส : ส่วนใหญ่พวกผมก็ดูบอลไทย ด้วยครับ) (เอ : ถ้าโจ้... โจ้เชียร์ลิเวอร์พูล ที่จำได้นะครับ)

กีฬากับการดูแลสุขภาพ

บอส : ผมไปฟิตเนสประจำครับ (นอ : ไปทำอะไรครับ?) ไปเวทบ้าง คาดิโอ้ (เอ: เอาจริงๆ) จริงๆ ครับ แล้วก็มีไปวิ่งในสวน

นอ : ผมฟิตเนสเป็นประจำอยู่แล้วครับ ถ้าว่างไม่มีงานอะไรก็ไป และก็มีเตะบอลบ้าง

เฟ้นท์ : ของผม จันทร์-อังคาร เตะบอล พุธ ว่ายน้ำ พฤหัสฯวิ่ง (นอ : ไม่เห็นมีซ้อมร้องเพลงเลย?) ฟิตปอดครับ บริหารปอด (เอ : ลักษณะจะว่างทุกวันนะ) (นอ : กำลังจะจัด ฟุตบอลกระชับมิตรครับ หาเวลาลงอยู่ พอส กับ เครสเซนโด้ เล่นสนุกๆ)

เอ : ก็มีไปเตะบอลครับ แต่ว่าหยุดไปพักหนึ่ง แล้วก็วิ่ง ปั่นจักรยาน พายเรือ เล่นเรือใบ แต่ตอนหลัง ไม่ได้ไปครับ วิ่งอย่างเดียวก็หมดแรงแล้ว พาแม่ไปสวนหลวง ร.9 ทุกเช้า ก็เลยได้วิ่งทุกวันแนวทางของ PAUSE กับซิงเกิ้ลใหม่

นอ : แนวดนตรีก็จะเป็นเพลงป๊อปครับ เพราะเป็น แนวนี้มาตั้งแต่ต้น มีพื้นฐานดนตรีติด Funky มานิดๆ ฟังแล้วแบบนี้ใช่พอส เนื้อหาก็ไปในแง่บวก ไม่มีแง่ลบ อกหักรักคุดกันมากมายเท่าไหร่ ไม่มีดาร์กไซต์ ดนตรีสนุกๆ ไม่เร็วมาก เมื่อก่อนเอจะเป็นคนแต่งเนื้อ เขียนเนื้อเยอะมาก 80% ของเพลงทั้งหมด แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของการเล่นดนตรีมากกว่า หน้าที่แต่งเนื้อก็เป็นของ คุณฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) บ้าง คุณบอย-ตรัย มาช่วยบ้าง

เอ : คุณฟองเบียร์ เป็นคนสำคัญที่ทำให้พวกเรากลับมา เขาเป็นคนที่สนใจพวกเรา ไม่งั้นค่ายอื่นก็ไม่สนใจเรา และเขาก็เป็นนักแต่งเพลงมือทอง ได้รับรางวัลมาสองปีซ้อน ใครๆ ก็อยากให้เขาเขียน มีภาษาที่โยงใยกับคนรุ่นใหม่ได้ดี เชื่อมือกันครับ

นอ : แกนในการทำงานหลักยังเป็นพวกเรา 4 คน อยู่ครับ แต่องค์ประกอบที่เป็นไปตามยุคสมัย ซาวนด์เอนจีเนียร์ นักดนตรีสนับสนุน เป็นคนยุคใหม่หมดแล้ว คนที่มิกซ์เสียง ให้พอส ก็ได้น้องคนใหม่มามิกซ์ให้ ซึ่งก็เป็นรุ่นลูกหลานของคนเดิม คนที่มาเล่นคีย์บอร์ดก็เป็นนักดนตรีเจเนอเรชั่นใหม่ คือผมก็ได้อินสปายเรชั่นจากคนรุ่นใหม่ในเรื่องนี้เหมือนกัน ซึ่งแกนหลักของพวกเราก็ต้องบอกเขาว่าอยากได้แบบนี้ เขาก็ไปแปลในมุมของเขา ก็เลยกลายเป็น พอส ในยุคใหม่ ผมรู้สึกแบบนั้น ถ้าเป็นแบบเดิมเลยผมก็จนใจไม่รู้จะเอา บุคลากรมาจากไหน ก็ต้องเป็นไปตามยุคสมัย พอส เอง ก็ไม่ได้ แค่เดินอยู่แค่เรา 4 คน ก็ต้องมีองค์ประกอบเยอะกว่านั้น

เอ : ยังไงดนตรีก็เป็นโลโก้ เป็นลายเซ็นของพอส คือ เบส กอง กีตาร์ แล้วก็มี ร้องนำ

บอส : ยุคนี้ถ้าเราจะทำเป็นอัลบั้มก็คงไม่คุ้มก็เป็น ในแง่ของธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย เราอยากทำ ก็จริง แต่ด้วยระบบทุนนิยมเราไม่สามารถทำได้ แต่ในอนาคต ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ ก็อยากรวมอัลบั้มครับ (นอ : เป็นลักษณะ ทำเพื่อความสุขทางใจมากกว่าครับ เพราะพฤติกรรม คนฟังเปลี่ยนไปแล้ว)

ชีวิตครอบครัว

(ทุกสายตาหันไปทางบอสเป็นทางเดียว)

บอส: ที่ดูเป็นหลักเป็นฐานหน่อย ก็คงเป็นผม เพราะว่ามีลูกแล้ว มีครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนี้ลูกชายผมย่าง 13 ปีแล้วครับ อยู่ ม.1 ชื่อน้องบีเจ ย่อมาจาก บอส จูเนียร์ คุณแม่เขาเป็นนักร้อง ผมเป็นมือกลอง เขาก็มีแววทางด้านนี้ให้เห็นเหมือนกันนะ อย่างเวลาร้องเพลงสัดส่วนตรง ร้องเพลงไม่เพี้ยน ได้ยินเสียงไหนมา

ร้องเสียงนั้นตามถูกต้อง ตีกลองได้ตามจังหวะ สัดส่วนที่ดี แต่เราไม่ได้บังคับเขา ตอนนี้เขาอยากทำอะไรก็ปล่อยเขาไปก่อน ช่วงนี้เราก็ดูๆ พยายามสังเกตว่าเขาจะมุ่งหรือชอบไปทางไหน จะได้ปูทางถูก ตอนนี้เริ่มให้เรียนพิเศษ ศิลปะ กีฬา อยากให้ลองทุกอย่าง แล้วเราก็สนับสนุนเขาให้ถูกทาง เคยถามว่าอยากเป็นอะไร เขาบอกว่าอยากเป็น โปรแกรมเมอร์ ก็ไม่รู้โตมาความคิดจะเปลี่ยนไหม ต้องดูอีกที ตอนมัธยมปลาย แม่เขาจะเป็นฝ่ายคุมวินัย ส่วนผมค่อนข้าง จะใจดีครับ (และยังใจดีเผื่อแผ่มาถึง ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า นำเค้กบราวนี่ฝีมือศรีภรรยา มาฝากกัน ใครอยากลิ้มรส ติดต่อได้ที่ LINE : PUMARMED /087-9224619)

นอ : ยังไม่มีใครมีครอบครัวครับ มีบอสคนเดียว

เอ : นอเขาใกล้ๆแล้วครับ ใกล้จะชอบผู้ชายแล้ว (หัวเราะ)

บอส : ส่วนเฟ้นท์เป็นตัวรับแขก รับแอดเฟรนด์ในแฟนเพจนี่มีแต่สาวๆ ทั้งนั้นเลย

(เฟ้นท์ยิ้มรับพร้อมหัวเราะร่า)

ความเป็น PAUSE ที่อยากส่งถึงแฟนๆ

เอ : ก็อยากให้ทั้งแฟนๆ รุ่นเก่า แล้วก็น้องๆ รุ่นใหม่ ผมชอบเรียกว่า ลูกๆ หลานๆ แล้วล่ะ ให้ลองติดตาม นักร้องใหม่ของเรา ก็ดีใจครับ ที่เห็นหลายๆ คนกลับมา และก็มีรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

นอ: ผมรู้สึกขอบคุณโอกาสมาตลอด เพราะผมมีความเชื่อก่อนหน้านี้ ว่าผมตกยุคไปแล้ว คือนักดนตรีที่เกิดมาพร้อมเรา เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดแล้ว ก็ไม่คิดว่าเรา จะกลับมาเป็นวงอีกครั้ง ตอนอายุขนาดนี้ จึงอยากขอบคุณ โอกาสที่ทำให้เราได้กลับมารวมตัวกันอีกที สำหรับแฟนเพลง ผมพยายามจะทำให้ดีที่สุด ใครชอบ พอส เวอร์ชั่นแรกๆ ผมก็จนใจเหมือนกัน ผมไม่สามารถเอากลับมาให้ได้ จะให้ไปเป็นนอตอนอายุ 20 กว่า ผมก็ทำไม่ได้เหมือนกัน คือเราเปลี่ยนกันไปตามยุคสมัย ตอนนี้เรามีนักร้องมานำเสนอ และพวกเรา 3 คนก็ยังทำงานอยู่เหมือนเดิม รู้สึกดีทุกครั้งเวลามีคนมาทักทาย เหมือนเป็นภาพซ้ำที่คนอายุ 30-40 มาแนะนำตัวกันหลังเวที พี่นอจำผมได้ไหม ผมจำไม่ได้หรอก แต่มาแนะนำ ผมก็จำได้นะ ยังยินดีทุกครั้งครับที่มี คนมาทัก

บอส : หลักๆ เลยต้องขอบคุณแฟนเพลงเก่าๆ ที่ ยังติดตามเรามาตลอด ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีวี่แววว่า จะกลับมา แต่เขาก็ยังให้การสนับสนุน คอยติดตามพวกเรา อยู่ตลอด ถามว่าเราจะกลับมากันไหม ซึ่งตอนนั้นเราก็ให้ คำตอบไม่ได้ แต่เขาก็ยังสนับสนุนให้แรงเชียร์มาตลอด จนวันนี้เรามาทำกันใหม่ น้องๆ พวกนั้นก็ดีใจ ส่งสารกลับมา ขอบคุณพวกเรา ที่กลับมาทำงานให้พวกเขาได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราก็ขอขอบคุณทุกคนทั้งแฟนเพลงเก่าและใหม่ ขอบคุณพี่โจ้ด้วย ในการกระทำของเขา ที่ทำให้คนรักเขา และยัง ส่งผลมาถึงพวกเราที่ได้ทำงานกันต่อในตอนนี้

เฟ้นท์: ขอบคุณครับ ขอบคุณพี่ๆ ครับ (หัวเราะร่วน) ขอบคุณทุกคนครับที่ให้โอกาส และยิ่งต้องขอบคุณคนที่เคย ว่าเรา แต่ตอนนี้เขายอมรับเรา ก็ต้องขอบคุณครับ (เคยคิด อยากเป็นศิลปินเดี่ยวไหม?) ตอนแรกผมทำเพลงกับ เพื่อนมาก่อนครับ ผมก็ไม่คิดหรอกว่าวันหนึ่งจะได้มาร้องกับพี่ๆ เพราะเขาเป็นวงที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยมัธยม วันหนึ่งได้มาร้องกับพี่ๆ เขาก็ดีใจครับ (ส่งยิ้มหวาน)

นับเป็นความผสมผสาน ของ 4 หนุ่ม 4 บุคลิก ที่อยู่ด้วยแล้วสนุกสนาน และเร็วๆ นี้ นอ ก็กำลังจะเริ่มงานใหม่ ของเขาอีกหนึ่งทาง คือการเป็นนักเขียน หนังสือเล่มแรก เป็นการหยิบเรื่องราวของเขากับวงพอสมาบอกเล่า เขาบอกว่า องค์ประกอบของวงการธุรกิจดนตรี ต้องมีสามองค์ประกอบ ใหญ่ๆ วงจรถึงจะดำเนินไปได้ คือ 1)ศิลปิน 2)ผู้ลงทุนหรือผู้สนับสนุน 3)คนฟัง และตอนนี้เขาก็ได้คำตอบว่าการทำหนังสือครบสามองค์ประกอบแล้ว จึงเริ่มเดินหน้า เป็น "นายไปรษณีย์" แบบจริงจัง หลังจากที่รำพันในเฟซบุ๊ค ส่วนตัว นรเทพ มาแสง มาพักใหญ่

และนี่คือความเป็นมาของหนึ่งวงตำนาน "PAUSE" ที่ผ่านร้อน-ฝน-หนาว มากว่า 20 ปี!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ