คอลัมน์เลาะรั้วเกษตร: สวัสดีปีจอ

ข่าวทั่วไป 5 มกราคม พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

แว่นขยาย หลังจากวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ข่าวคราวทางฟากฝั่งของรัฐบาลและส่วนราชการ ต่างๆ ดูจะเงียบๆ ข่าวประจำวันของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ ก็พลอยหายไปด้วย แม้กระทั่งข่าวนาฬิกาของใครบางคน เพราะมีข่าวของร็อกเกอร์ขาดุ และสายโหด ยิงปืนขึ้นฟ้ามาแทนที่... ยังไม่ทันจะเปิดทำงาน ก็พลันมีข่าวขาประจำยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เหตุเกิดเมื่อครั้งไปตรวจราชการและพบปะประชาชนที่จังหวัดพิษณุโลก กรณีซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วให้เพื่อนรัก รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เพราะสุนัขที่ท่านซื้อนั้นราคาเกิน 3,000 บาท นับว่าเป็น..เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง......ว่ากันไปให้ครื้นเครงรับปีจอ...ปีของสุนัขเขาละ....

หันมาเลาะรั้วเกษตรดูบ้าง....จะว่าไปก็ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เป็นประเด็นสักเท่าไร จะมีอยู่บ้างก่อนสิ้นปี คือ เรื่องงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เรื่องการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู และความสัมพันธ์ของสารเคมีกับการเกิดโรคเนื้อเน่าของเกษตรกร ซึ่งมีสื่อนำเสนอไปแล้ว รวมทั้งในหน้าเกษตร-สิ่งแวดล้อมนี้ด้วย

จะขอทบทวนสักเล็กน้อยถึงสาระสำคัญของผลการวิจัยซึ่งระบุว่า เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภูป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตด้วย คณะผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ สัมภาษณ์เกษตรกรและผู้ป่วย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้พาราควอต อาทราซีน และอามิทริน ในการกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย และสวนยางพารา โดยเฉพาะพาราควอตนั้นเกษตรกรใช้ในปริมาณที่มากกว่าคำแนะนำถึง 4 เท่า

จากผลการวิจัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ธนากร อึ้งจิตรไพศาล และทีมผู้บริหาร จึงมอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกษตรจังหวัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำเป็น "หนองบัวลำภูโมเดล" ขณะเดียวกันก็มีนโยบายให้ทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชนต่าง ๆ ...

ก่อนหน้าข่าวนี้ ก็มีข่าวที่เกี่ยวข้อง คือ กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้มีการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพาราควอต ของผู้ประกอบการ พร้อมกับคำยืนยันของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ว่า การต่ออายุใบอนุญาตครั้งนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นพิเศษ ถ้ามีเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการ คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก็พิจารณาให้ต่ออายุทั้งนั้น

ในขณะที่ ไทยแพน และ ไบโอไทย ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้กำหนดให้ พาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งจำกัดการใช้สารไกลโฟเสตด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ฟังความด้านเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรม มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งระบุว่า พาราควอตได้รับการขึ้นทะเบียนและจัดจำหน่ายใน 80 ประเทศทั่วโลก แม้ประเทศที่เข้มงวดอย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ และมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า พาราควอตมีพิษจากการซึมผ่านผิวหนังปกติของมนุษย์น้อยมากเพียง 0.25-0.29% เท่านั้น นอกจากนี้ พาราควอตเมื่อลงสู่ผิวดินแล้ว ดินจะยึดไว้หมดจึงไม่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ไส้เดือนและเมล็ดพืช การใช้สารเคมีทุกชนิดเกษตรกรจึงต้องเรียนรู้ และป้องกันตนเอง

ที่น่าคิดคือ มูลค่าพืชเศรษฐกิจของไทยที่ต้องอาศัยสารกำจัดวัชพืช ทั้งยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดฝักสด รวมกันประมาณ 5 แสนล้านบาท ถ้าไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้ มูลค่าผลผลิตพืชเหล่านี้จะเหลือเท่าไร

เกษตรกรจะมีรายได้เหลือเท่าไร..คิดวนๆ ไป....

บรรยายใต้ภาพ

ธนากร อึ้งจิตรไพศาล

สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ