คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: ชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงมาโตอาคา

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:46 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

เนื่องจากช่วงนี้เทศกาลมงคลมาชนกันปังๆ ทั้งฝรั่งทั้งจีนคือวันวาเลนไทน์และวันตรุษจีนมาชนกันโดยไม่ได้นัดหมายเลยอยากจะขอเบรกเรื่องการเมืองบ้านลุงแซมไว้สักพักแล้วชวนคุยเรื่องราวในประวัติ ศาสตร์อเมริกาแทนถ้าเอ่ยชื่อเจ้าหญิงอินเดียนแดง "มาโตอาคา" เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักเท่าอีกชื่อ "โพคาฮอนทัส" ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ อเมริกาและเมื่อวอลท์ดิสนีย์นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูน จึงทำให้โลกรู้จักเจ้าหญิงอินเดียนแดงคนนี้น้อยคนที่จะรู้ว่าชีวิตจริงของเจ้าหญิงมาโตอาคาไม่ได้ สวยงามหวานชื่นอย่างที่เห็นในภาพยนตร์การ์ตูน แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับโหดร้ายและขมขื่น อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียวชะตากรรมลูกสาวหัวหน้าเผ่า แสนเศร้าอย่างยิ่งเรื่องราวของโพคาฮอนทัสเริ่มต้นขึ้นในช่วงก่อตั้งอาณานิคมเจมส์ทาวน์อันเป็นอาณานิคมแห่งแรกของอังกฤษในโลกใหม่ก่อนที่จะกลายเป็นอเมริกาในวันนี้ก่อนหน้าที่โคลัมบัสจะแล่นเรือมายังแผ่นดินที่เรียกว่า "อเมริกา" ในปัจจุบัน ดินแดนนี้เป็นที่อยู่ของอินเดียนแดงมานานนับพันปี จนในปีค.ศ.700 ชาวไวกิ้งแล่นเรือมาพบทวีปนี้จึงถือเป็นชาวยุโรป พวกแรกที่มาเยือน

นับจากนั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีนักสำรวจชาติใดไปเยือนทวีปอเมริกาเหนืออีกเลยโคลัมบัสกับลูกเรืออีก 88 คน ออกเดินทางในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ.1492 และนำเรือเทียบท่าดินแดนที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 โคลัมบัสเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "ซาน ซัลวาดอร์" (SanSalvador) แปลว่า "พระเจ้าช่วย" ซึ่งปัจจุบันคือ "เกาะบาฮามาส" ต่อมาในปี ค.ศ.1499-1502 นักเดินเรือสัญชาติเดียวกับโคลัมบัสชื่ออเมริโก เวสปุชชี่ รับจ้างสเปนมาสำรวจ ดินแดนในอเมริกาอเมริโกรายงานว่าดินแดนที่ค้นพบนี้ ไม่ใช่อินเดียหรือจีนแต่อย่างใดแต่เป็นดินแดนที่ยังไม่ได้รับการสำรวจมาก่อนรายงานของอเมริโกได้รับการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายนับแต่นั้นมานักภูมิศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ก็เรียกดินแดนแห่งนี้ว่า"อเมริกา" หลังจากนักสำรวจชาวยุโรปเดินเข้ามาสู่อเมริกาเหนือชาวยุโรปก็หลั่งไหลเข้ามาในดินแดนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายเพื่อลงหลักปักฐานสร้างชุมชนบนดินแดนใหม่ โดยเฉพาะห้าชาติจากยุโรปคืออังกฤษ สเปน ฮอลแลนด์ โปรตุเกส และฝรั่งเศส แต่การเข้ามาประกาศว่า "จอง" ที่ดินไม่ใช่เครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงตามความคิดของชนชาติยุโรปในยุคนั้นคือ จะต้องนำพลเมืองจากประเทศแม่เข้ามาก่อตั้งอาณานิคมอย่างชัดเจนถึงจะประกาศว่าเป็นเจ้าของดินแดนซึ่งจะว่าไปแล้วแผ่นดินที่เข้าไปจับจองล้วนเป็นแผ่นดินเกิดของอินเดียนแดงทั้งสิ้น แต่ทั้ง 5 ชาติก็ไม่สนใจการดำรงอยู่ของชนเผ่าเหล่านั้นนอกจากคิดแต่ว่าจะลำเลียงผู้คนมาลงหลักปักฐานบนแผ่นดินใหม่ให้ได้มากที่สุด

ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 อังกฤษก้าวขึ้นสู่ความเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือเริ่มตื่นตัวทางการค้าและการตั้งอาณานิคมในดินแดนต่างๆเพราะเห็นว่าประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะสเปน "ปล้น" ดินแดนอื่นจนมั่งคั่งร่ำรวยไปตามกันอังกฤษเลยอยากได้ทรัพย์สินจากดินแดนแปลกหน้า เช่นนั้นบ้างจึงเกิดความคิดที่จะตั้งอาณานิคมของตนใน ดินแดนอื่นทั่วโลกรวมทั้งในอเมริกาด้วยการที่อังกฤษ กลายเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือส่งผลให้ชาวอังกฤษมองหาโอกาสดีๆ ในชีวิตการเดินทางมาเป็นชาวอาณานิคมหมายถึง การได้รับที่ดินและโอกาสในการทำมาหากิน ประจวบกับ ในเวลานั้นเกิดปัญหาภายในประเทศมากมายจึงทำให้ ชาวอังกฤษตัดสินใจเดินทางมาแสวงหาโอกาสบนแผ่นดินใหม่ หลังจากที่อังกฤษพยายามก่อตั้งอาณานิคมมาก่อนหน้านี้ ถึงสองหนแต่ล้มเหลว วันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1607 เรือสามลำคือเรือซูซาน คอนสแตน (Susan Constant) ก๊อดสปีด (God Speed) และดีสโคเวอรี่ (Discovery) บรรทุกข้าวของเครื่องใช้เสบียงอาหารและชายชาวอังกฤษหนึ่งร้อยคนมาถึงอเมริกาในวันที่ 24 พฤษภาคมปีเดียวกันผู้อพยพตั้งชื่อแม่น้ำสายที่ไหลผ่านบริเวณนั้นว่าแม่น้ำเจมส์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษและตั้งชื่ออาณานิคมในโลกใหม่ว่า "เจมส์ทาวน์" ด้วยเหตุผลเดียวกันชาวอาณานิคมทนสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมไม่ได้ เพาะปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์ที่บริษัทนำมาไม่ขึ้นเมื่อถึง ฤดูใบไม้ผลิในปีรุ่งขึ้น ปรากฏว่าเหลือชาวอาณานิคมอยู่เพียงแค่ 40 คน นอกนั้นเสียชีวิตในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานภายใต้การปกครองของจอห์น สมิธซึ่งพยายาม ทำตัวเป็นมิตรกับอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นก่อนหน้าการมาถึงของกัปตันจอห์น สมิธ บริเวณอ่าวเชซาพีก (Chesapeake Bay) ที่ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งอาณานิคมนั้น มีอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งคือเผ่าเชซาพีกอาศัยอยู่อย่างสงบแต่อินเดียนแดงอีกเผ่าหนึ่งนำโดยหัวหน้าเผ่าพาวฮาทัน ผู้เป็นพ่อของโพคาฮอนทัสบุกโจมตีและยึดดินแดนแถวนี้เป็นของตนเพื่อรวบรวมเผ่าต่างๆ เป็นปึกแผ่น

เมื่อจอห์น สมิธ และผู้อพยพชาวอังกฤษเข้า มาตั้งอาณานิคมก็รุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของพาวฮาทัน อินเดียนแดงจึงจับตัวจอห์น สมิธ วัย 28 ปีไว้ ลูกสาวหัวหน้าเผ่าชื่อ "มาโตอาคา" (Matoaca) หรือรู้จักในนาม "โพคาฮอนทัส" วัย 11 ขวบ มาขวางเอาไว้เพราะความสงสารไม่ใช่ความรักตามเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ ฮอลลีวู้ดสร้างเพราะอายุห่างกันมาก สุดท้ายคนผิวขาว และอินเดียนแดงก็กลายเป็นมิตรเมื่อจอห์น สมิธ กลับ อังกฤษเพราะบาดเจ็บความสัมพันธ์ระหว่างชาวอาณานิคม กับเผ่าของพาวฮาทันลดน้อยถอยลงจากนั้นทั้ง ชาวอาณานิคมและอินเดียนแดงก็ปะทะกันมาตลอดความอดอยากและจำนวนชาวอาณานิคมที่เพิ่มขึ้นทำให้ ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกไปเรื่อยๆ ทำให้หัวหน้าเผ่า พาวฮาทันรู้สึกว่าคนผิวขาวเหล่านี้คือภัยและศัตรูที่คุกคามเผ่าของตน ในปี ค.ศ.1613 แซมมวล อาร์แกลลักพาตัวโพคาฮอนทัสเพื่อเอาไว้ต่อรองกับอินเดียนแดงแล้วฆ่าสามีอินเดียนแดงของโพคาฮอนทัส และตั้งใจจะฆ่าลูกชายของเธอ

เธอซ่อนลูกชายไว้จึงรอดตายแต่ตัว โพคาฮอนทัสถูกจับและโดนข่มขืนอย่างทารุณแม้หัวหน้าเผ่าพาวฮาทันจะทำตามที่ชาวอาณานิคมเรียกร้องทุกอย่างโดยยอมปล่อยเชลยผิวขาวแลกกับอิสระภาพของลูกสาวแต่กลับไม่มีการปล่อยตัวโพคาฮอนทัสออกมาตามที่ตกลงกันไว้เพราะต้องการเอาไว้แลกเปลี่ยนที่เอื้อประโยชน์แก่คนผิวขาวจนกระทั่งโพคาฮอนทัสตั้งครรภ์ที่เป็นผลพวงจากการ ถูกข่มขืนจึงได้รับการปล่อยตัวหลังจากโดนปล่อย ตัวเธอเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์โดยได้รับการ ตั้งชื่อแบบคริสเตียนว่า"รีเบคกา" จากนั้นก็แต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ (John Rolfe) วันที่ 5 เมษายน ปี ค.ศ. 1614 ทำให้ความสัมพันธ์ของอินเดียนแดงและ ชาวอาณานิคมดีขึ้นการแต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ ไม่ได้ เป็นการแต่งงานเพราะความรักแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ ล้วนๆ จอห์น รอล์ฟ (John Rolfe)นำพันธุ์ยาสูบของอินเดียนแดงมาปลูกในอาณานิคมและกลายเป็นที่สินค้ายอดนิยมในตลาดยุโรปจนทำรายได้มากมายให้อาณานิคมเจมส์ทาวน์ และแน่นอนความมั่งคั่งของตัวเองด้วยเช่นกันฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1616 โพคาฮอนทัส จอห์น รอล์ฟ และลูกที่เพิ่งเกิดเดินทาง ไปอังกฤษเมื่อจะกลับมายังอาณานิคมเจมส์ทาวน์ในอเมริกาก็ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษเพราะเธอเป็นอินเดียนแดง จึงไม่มีภูมิต้านทานโรคฝีดาษสุดท้าย โพคาฮอนทัสเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 21 ปี และประกอบ พิธีฝังศพที่เมืองกราฟเซนด์ (Gravesend) ในอังกฤษ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1617เรื่องนี้ทำให้หัวหน้าเผ่าพาวฮาทันตรอมใจจนเสียชีวิตเพราะไม่ได้ เห็นหน้าลูกสาวกับหลานที่เพิ่งเกิด ส่วนจอห์น รอล์ฟ ก็แต่งงานใหม่ หลังจากนั้นหัวหน้าเผ่าพาวฮาทันเสียชีวิต พี่ชายของพาวฮาทันชื่ออัลกอนควินขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่า แทนอัลกอนควินไม่เห็นด้วยที่คนผิวขาวจะเข้ามายึดดินแดนตนจึงเปิดศึกกับชาวอาณานิคมไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือผู้หญิง ชาวอาณานิคมจึงเอาคืนด้วยการลวง อินเดียนแดงมาแล้ววางยาพิษลูกชายของโพคาฮอนทัส ที่เกิดจากสามีอินเดียนแดงกลับร่วมมือกับชาวอาณานิคม ฆ่าคนในเผ่าตนเอง อัลกอนควิน ลุงของโพคาฮอนทัสถูกจับส่วนอินเดียนแดงที่รอดตายก็ถูกชาวอาณานิคมอังกฤษบังคับให้กลายเป็นทาส

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง