รายงานพิเศษ: เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2561 00:00:18 น.

ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเตรียมความพร้อมรับมือป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร วางมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากพายุฤดูร้อน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถของชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ผลไม้หลายชนิดเริ่มให้ผลผลิต ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ปรับกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation หรือ COO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team หรือ OT) โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบในการดำเนินงาน 2 ส่วนคือ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในการผลิตและบางกรณีสามารถ คาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ สินค้าเกษตรไม่มีคุณภาพ ผลผลิตล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการแก้ไขปัญหาการเกษตรในพื้นที่กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามีระบบการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหาย/ความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ลักษณะของปัญหาในกรณีฉุกเฉิน เช่น ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย และศัตรูพืชระบาด รวมถึงปัญหาเฉพาะเหตุการณ์ในพื้นที่ เช่น การจำหน่ายผลผลิตด้อยคุณภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านการเกษตรอยู่เสมอ โดยการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการรับมือกับวาตภัยและอุทกภัย กรณีเกิดวาตภัยได้ส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้บังลม (Wind Break) เช่น ไผ่ กระถิน เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดความ สูญเสียจากพายุลมแรงได้ดีมาก หรือตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย และทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ

สำหรับสวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุสามารถฟื้นฟูได้ โดยการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวนขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น

ด้าน นายธงอาจ จันทร์แดง ผู้อำนวยการกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยด้านพืช กองแผนงาน กรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหรือประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 คือ เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ รายละไม่เกิน 30 ไร่ โดยมีอัตราการช่วยเหลือตามประเภทของสินค้าเกษตรคือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ซึ่งจะมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ โดยให้เกษตรกรยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) และมีการรับรองโดยผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย มีการตรวจสอบกับทะเบียนเกษตรกร รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบระดับหมู่บ้านตรวจสอบพื้นที่เสียหายจริงและรับรอง หลังจากนั้นทำการบันทึกและประมวลข้อมูล ติดประกาศคัดค้านไม่น้อยกว่า 3 วัน และเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ/จังหวัด (ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.จ.) เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เงินทดรองในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอ นำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 50 ล้านบาท

"กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือและให้บริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้นและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการป้องกัน ลด และบรรเทาผลกระทบ เตรียมความพร้อมเพื่อ การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูในกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มีการจัดทำข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ผู้ปลูกพืชให้เป็นปัจจุบัน และติดตามสถานการณ์เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำในการดูแลพืช กำจัดศัตรูพืช วางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ตามบทบาทภารกิจ หน้าที่ และระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย"

บรรยายใต้ภาพ
สมชาย ชาญณรงค์กุล
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง