คอลัมน์: ส่อง...เกษตร: 'พืชมงคล'...ขอมงคลยั่งยืน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 9 พฤษภาคม 2561 00:00:49 น.
สาโรช บุญแสง
วาระวันสำคัญอันเป็นมงคลยิ่งของพี่น้องเกษตรกรไทย คือ "วันพืชมงคล" กำลังเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ในปีนี้ ปฏิทินหลวงกำหนดวันพระราชพิธี "พืชมงคลจรดพระนังคัลแรก นาขวัญ" 2 พระราชพิธีรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์จะสวดมนต์ เริ่มประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.นี้ ตั้งแต่ 15.00 น. และถือเป็น วันเกษตรกรด้วย จากนั้นวันถัดมา จันทร์ที่ 14 พ.ค.จะประกอบพระราชพิธีจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ฤกษ์ไถหว่านระหว่าง 08.29- 09.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง.. พิธีกรรมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาปีนี้คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์- เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.พรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรกับน.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงินได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯกับน.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตรส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ กับพระโคเพียง และพระโคสำรอง มีพระโคเพิ่ม พระโคพูล

7 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานที่ใช้ในพระราชพิธีประกอบด้วยปทุมธานี 1, ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยดพัทลุง, กข 6, กข 43, กข 57 และ กข 71 ซึ่งกรมการข้าวหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฯ ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกทั้ง 7 พันธุ์ รวมทั้งสิ้น 1,799 กิโลกรัม บรรจุซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีด้วย...ถือเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลที่เกษตรกรไทยเฝ้ารออยู่ทุกปี

ตั้งแต่โบราณมา พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญหนึ่งในงานพระราชพิธียังมีการเสี่ยงทายของพระโค เพื่อทำนายสภาพการเพาะปลูกจะเป็นเช่นไร น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทำการกสิกรรม เพียงใด  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องมือการพยากรณ์สภาพอากาศที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น ตลอดจนการกักเก็บน้ำด้วยระบบเขื่อนและการชลประทานสมัยใหม่ ก็ช่วยในการวางแผนการผลิต การเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น

โดยจากสภาพการณ์ช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ มีฝนค่อนข้างมาก แม้กระทั่งช่วงฤดูร้อนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งพายุฤดูร้อนนำพาฝนเข้ามาตกหนักหลายระลอกทั่วทุกภาค ทำให้หลายเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บไว้สูงมาก ระบบเขื่อนทั่วประเทศรวมกันมีปริมาณน้ำเฉลี่ยสูงกว่า 60% แม้ยังไม่เข้าฤดูฝนเลยก็ตาม ทำให้คาดการณ์กันได้โดยที่ยังไม่ต้องรอผลเสี่ยงทายของพระโคว่า ปีนี้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกแน่...แต่ที่ต้องระวังคือ น้ำท่าอาจดีมากเกินไป จนส่งผลให้เกิดอุทกภัย น้ำท่วมสร้างความเสียหายได้ ฉะนั้น หลายๆพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม พี่น้องเกษตรกรยุคนี้ จะคำนึงแต่เรื่อง "การผลิต" อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป จะต้องคำนึงถึงเรื่อง "การตลาด" ควบคู่ไปด้วย เพราะแม้น้ำท่าจะเหมาะสมต่อการเพาะปลูก จนได้ผลผลิตออกมาดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่การปลูกอะไรมากไป จนเกินล้นตลาด ผลก็คือ ราคาที่ตกต่ำ ไม่คุ้มค่าน้ำพักน้ำแรงที่ลงไป...เป็นบทเรียนที่ต้องเจ็บช้ำมาตลอด ไม่ควรจะให้เกิดขึ้นอีก

การสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยการรวมตัวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างปลูกต่างคนต่างขาย ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งทำทั้งเรื่องเกษตรแปลงใหญ่และเร่งยกระดับสหกรณ์การเกษตรกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้รวมกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการตลาดได้ด้วยตัวเอง ที่รมว.กฤษฎา บุญราชมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ต้องเร่งมือให้เห็นผล

พืชมงคลปีนี้ จึงหวังว่า จะเป็นมงคลให้ชีวิตเกษตรกรไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วยเทอญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง