'ตลาดโต-ช่องโหว่กฎหมายมี'ล่อใจมิจฉาชีพ'ซื้อ-ขายออนไลน์'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 23 พฤษภาคม 2561 00:00:59 น.

การค้าขาย เป็นอาชีพที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนานนับตั้งแต่เมื่อเริ่มรู้จักการรวมกลุ่มเป็นสังคม มีการพัฒนามาตามลำดับจากระบบสิ่งของแลกสิ่งของในอดีตมาเป็นการใช้วัสดุต่างๆ ที่ได้รับการรับรองจากรัฐให้ใช้ เป็นสื่อกลางซื้อขายสินค้า เรียกว่าเงินตรา จนปัจจุบัน เช่นเดียวกับการสถานที่ ค้าขายแบบดั้งเดิมเป็นตลาดนัด ร้านห้องแถว หาบเร่แผงลอย จนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทุกวันนี้จำนวนไม่น้อยได้เคลื่อนย้ายหรือขยายตัวเข้าไปอยู่ใน "โลกออนไลน์" ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต

รายงาน "ผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560" จัดทำโดย "ETDA" สำนักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ระบุการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ (E-Commerce) ปี 2557-2559 ประเภท "ค้าส่ง-ค้าปลีก"โดยในปี 2557 มีมูลค่าอยู่ที่ 252,627.31 ล้านบาท ปี 2558 อยู่ที่ 536,725.26 ล้านบาท และปี 2559 อยู่ที่ 713,690.11 ล้านบาท อีกทั้งเชื่อว่าในปี 2560 ที่รายงานคงจะออกมาเร็วๆ นี้ มูลค่า การค้าขายน่าจะยังสูงขึ้นได้อีก

ที่น่าสนใจคือ "เป็นธุรกิจเดียว ที่รายใหญ่กับรายย่อยไม่หนีห่างกันมากนัก" โดยในปี 2559 มูลค่าตลาดของบริษัทใหญ่อยู่ที่ราว 3.6 แสนล้านบาท และรายย่อย (SME) อยู่ที่ราว 3.4 แสนล้านบาท แต่ถึงจะมีข้อดีที่ "ความสะดวก" เพราะอยากได้อะไรก็สั่งซื้อผ่านช่องทางต่างๆ เว็บไซต์บ้าง เฟซบุ๊ค แฟนเพจบ้าง และจ่ายค่าสินค้าด้วยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปผจญปัญหาการจราจรหรือความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ในอีกมุมก็มี "ความเสี่ยง" ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

ณ งานเสวนา "รู้ทันกลโกง ผู้ขายออนไลน์ ผู้บริโภคไม่เสียเปรียบ"จัดโดยคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ธีรวัฒน์ จันทรสมบูรณ์ นักวิชาการอิสระด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า การซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เนตถือว่าเป็นเรื่องของการตลาดแบบ "ตลาดแบบตรง" ซึ่งมีเจตนาหวังผลคนมาซื้อสินค้าและบริการ แต่ "ผู้บริโภคเสียเปรียบผู้ขาย" เพราะยังไม่ได้เห็นตัวสินค้า และถ้าต้องการสินค้าจะต้องโอนเงินก่อน ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนโกงเป็นอย่างมาก ที่เห็นได้จากข่าวในปัจจุบัน

"ถ้าได้มีการจดทะเบียนแบบ ตลาดแบบตรง ที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ในปัจจุบันกฎหมายได้กำหนดว่าผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องจดทะเบียนขายตรง ซึ่งมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของ ผู้บริโภค เนื่องจากผู้ขายของออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน เอกสารซื้อขายจึงจำเป็นอย่างยิ่ง แต่จะมีแบบพวกแตกแถวไม่มาขึ้นทะเบียนจดทะเบียนขายตรง ซึ่งมีความเสี่ยงเพราะจะไม่รับประกันตัวสินค้า ซึ่งจะโดนเอาเปรียบจากข้อสัญญาโดยการกำหนดแต่ไม่รับประกันตัวสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องยอมรับโดยปริยาย"ธีรวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ สุธาทิพ ยุทธโยธิน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดอุดรธานี และช่วยงานชั่วคราวผู้พิพากษาชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่า แม้ในต่างประเทศจะมีปัญหาซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ แต่หลายประเทศมีกฎระเบียบที่ดีกว่าไทย และถึงไทยมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภค "สามารถยกเลิกสัญญาซื้อขายแล้วได้รับเงินเต็มจำนวน" ทว่าข้อแตกต่างอยู่ที่รูปแบบการซื้อการซื้อขาย

โดยรูปแบบที่นิยมในไทย อย่างการซื้อขายสินค้าผ่าน "เฟซบุ๊ค- อินสตาแกรม" ไม่ค่อยพบในต่างประเทศ เพราะนิยมใช้บริการผ่านเว็บไซต์อย่าง "อีเบย์" (ebay) หรือ "อเมซอน" (Amazon) มากกว่า ปัญหาในไทยจึงเกิดขึ้นมาก คือ 1.ไม่รู้กฎหมาย 2.รูปแบบ เป็นการซื้อขายแบบปลีกขนาดย่อย ซึ่ง ต่างจากต่างประเทศ กฎหมายต่างประเทศ ในเรื่องของการคืนสินค้า ต้องคืนเงินภายใน 14 วัน

"ถ้าพูดสิทธิ์ของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ซื้อมีสิทธิ์ตามกฎหมายแพ่ง และยังมี พ.ร.บ. อีกมากมายคอยคุ้มครองเพื่อช่วยผู้ซื้อ แต่การบังคับใช้จริงยังไม่ได้ประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่ผู้ซื้อสินค้าค้าออนไลน์ไม่ค่อยเรียกร้องเวลาเจอปัญหาในตัวสินค้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการ เรียกร้องสูงกว่าตัวสินค้า และเสียเวลา ในการเดินทาง จึงปล่อยปละละเลย เสียดีกว่า เนื่องจากสภาพตลาดออนไลน์ ของไทยที่สุ่มเสี่ยง กระตุ้นในการกระทำ ความผิด สามารถปิดเว็บอันเก่าและสามารถสร้างเว็บใหม่ภายในเวลา ไม่ถึง 5 นาที" สุธาทิพ ระบุทั้งนี้หน้าที่ของผู้ขาย คือ ต้องบอกรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน ตามกฎหมายแล้ว "ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่ได้รับ ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงเกี่ยวกับสินค้าและบริการ" ซึ่งผู้ขายมีหน้าที่พูด ความจริงและไม่ใช้ข้อความที่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสินค้าและบริการ ถ้า ผู้ขายพูดความเท็จในตัวสินค้าและบริการก็มีความผิด มีโทษทางอาญา

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน..ผู้ซื้อสินค้าก็ต้องใช้วิจารณญาณให้รอบคอบ ในการเลือกร้านค้าด้วย!!!
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง