คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: สันติภาพบนคราบเลือด

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 00:00:56 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

ดูเหมือนว่าอเมริกันในบ้านลุงแซม จะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับหยาดเลือดและหยดน้ำตาของผู้คนอีกมุมหนึ่งของโลกแม้แต่น้อย ตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับไมค์ เพนซ์ มาช่วยหาเสียงให้นักการเมืองในสังกัด รีพับลิกันที่เมืองดิฉัน ตาทรัมป์ยังคุยอวดโอ่ว่าอเมริกา จะไปเปิดสถานทูตที่เยรูซาเลมอาทิตย์หน้า ซึ่งก็คืออาทิตย์ที่ผ่านมานี้แหละ ท่ามกลางเสียงตะโกนเชียร์เอาใจว่า "ยูเอสเอๆๆๆๆ"

บางคนถึงกับเป่าปากแสดงความพอใจอย่างใหญ่หลวง แล้วตะโกนบอกทรัมป์บนเวทีว่า ทำดีมาก ทำดีแล้วเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของบรรดาอเมริกัน ทำให้ดิฉันขนลุกด้วยความหวาดหวั่น และแล้วสิ่งที่กังวลก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อมีพิธีเปิดสถานทูต อเมริกาในเมืองเยรูซาเลม ขณะที่ เดวิด ฟรีดแมน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำอิสราเอล ทำพิธีเปิดสถานทูตชาวปาเลสไตน์ก็ลุกฮือมาประท้วงการเปิดสถานทูตอเมริกาในเยรูซาเล็มปาเลสไตน์ไม่ใช่เพิ่งจะประท้วง แต่ประท้วงต่อเนื่องยาวนานแล้วซึ่งลุงแซมก็ทำหูทวนลมเสียทุกหน

เมื่อปี 1995 สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย Jerusalem EmbassyAct ซึ่งกำหนดให้อเมริการับรองเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงอิสราเอล รวมถึงการย้ายสถานทูตไปตั้งที่นั่นด้วย แต่ ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้ประธานาธิบดีเลื่อนการบังคับใช้ออกไปก่อนได้ หากมีเหตุอันจะกระทบต่อ "ความมั่นคงของชาติ" ประธานาธิบดีทุกคนตั้งแต่ บิล คลินตัน จนถึง โอบามา ต่างใช้อำนาจสั่งเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอดเพราะเห็นว่า นี่คือชนวนที่จะก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับโลกอาหรับ แต่พี่ทรัมป์แกดันแถลงรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของ อิสราเอล และจะย้ายสถานทูตอเมริกาไปตั้งที่นั่นเสียอย่างงั้นแหละ แถมภูมิใจในตัวเองอีกต่างหากว่ากล้าทำในสิ่งที่ประธานาธิบดีคนไหนไม่ทำ พอออกปากว่าจะย้ายก็ถล่มกันแหลกยับไปหนหนึ่งแล้วประท้วงใหญ่โตทั้งโลกมุสลิม ภูมิภาคอาหรับก็ลุกเป็นไฟเกิดการประท้วงที่นั่นที่นี่ทั่วโลก ผู้ประท้วงตะโกนด่าอิสราเอล เผาธงชาติอเมริกันและเผารูปตาทรัมป์ แต่ลุงก็ยังยิ้มร่า หน้าบานแม้ว่าใบหน้าบนภาพจะไหม้เกรียมเหมือนผี ก็ตาม พอมาเดือนนี้มีพิธีเปิดสถานทูต ยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟชาวปาเลสไตน์จึงยิ่งลุกขึ้น มาต่อต้าน ยิวเลยส่งเสียงปรามเบาๆ ด้วยการกราดปืน เข้าใส่ไม่เลือกหน้า ผลคือการประท้วงแค่วันแรกพี่ยิวก็ล่อไป 41 ศพ อีก 900 รายได้รับบาดเจ็บ โดยมี ประมาณ 450 ราย ที่บาดเจ็บจากกระสุนจริง ตวาดด้วยปืนจนเลือดท่วมขนาดนี้จะยังมีสันติภาพอยู่หรือ

ที่ย้อนแย้งจนขำขื่นคือความตายเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความไม่เห็นด้วย ที่ลุงแซมจะตั้งสถานทูตในเยรูซาเลม ซึ่งสถานทูตนั้นคือสถานที่อันควรเป็นกลางเพื่อรักษาสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แล้วจะเจรจาความเรื่องสันติภาพอย่างใดท่ามกลาง คราบเลือดปาเลสไตน์เช่นนี้ หลังจากควันจาง ก็มาสรุปยอดผู้เสียชีวิตที่ 58 ศพ และบาดเจ็บ 2,700 คน แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นเพียงทารกวัย แบเบาะ สิ้นใจจากการขาดอากาศหายใจเนื่องจาก สูดสารแก๊สน้ำตาเข้าปอด

ชาวโลกที่สวดมนต์ภาวนาเอาใจช่วยและแอบเกาะรั้วมองอย่างใจหายใจคว่ำ ก็เริ่มส่งเสียงโวยวายเพราะทนไม่ไหวในสิ่งที่ลุงแซมและลูกหาบอย่างยิวทำต่อปาเลสไตน์ จะว่าไปแล้วยิวก็ไม่เชิงเป็นลูกหาบ ลุงแซมนักหรอก หากแต่เป็นพ่อทูนหัวล่ะเหมาะกว่า เพราะผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างกันก็เพียบ และต่างยิ้มพยักให้กันมายาวนานจนชาวโลกสะอิดสะเอียนการกระทำของยิวทำให้ชาวโลกหันมารุมด่าโดยพร้อม เพรียงกัน แต่กลุ่มโลกอาหรับนั้นตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าเพราะข้อวิวาทบาดหมางเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน อันเยรูซาเล็มนั้นคือดินแดนอันเป็นแหล่งกำเนิดของ สามศาสนาจะมาฮุบและถือครองปักหมุดอย่างหน้าด้านๆ หาควรไม่

นายกรัฐมนตรียิว เบนจามิน เนทันยาฮู พร้อมกับบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมในพิธีเปิดสถานทูตอเมริกา ทรัมป์ได้ส่งลูกสาวและลูกเขย อิวองกา ทรัมป์ และจาเรด คุชเนอร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ทีวี.ทุกช่องในอเมริการายงานสดพิธีนี้ชมกันทั้งประเทศ ที่หนักไปกว่านั้นคือสาธุคุณ โรเบิร์ต เจฟเฟรส (Robert Jeffress)จากอิแวนเจลิตัล (evangelical) นิกายที่มีอิทธิพลในการเมืองบ้านลุงแซมขึ้นกล่าวในพิธีนี้ พร้อมการร้อง เพลงชาติโดยตัวแทนของกองทัพสหรัฐฯจากนั้นก็คือรายการอวยไส้แตก ตาทรัมป์โม้ผ่านวีดีโอว่าความหวัง ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา คือสันติภาพ ส่วนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลก็อวยตาทรัมป์เสียจนน่าขนลุก ว่าการยอมรับประวัติศาสตร์ของผู้นำสหรัฐฯ คือการสร้างประวัติศาสตร์ทั้งหมดชื่นมื่นร่าเริงแบบ บรรยากาศดีดนตรีไพเราะในงาน ในขณะที่ยิวกระหน่ำยิง ชาวปาเลสไตน์อยู่ไม่ไกลกันนักจนเลือดท่วมเปรอะกระเซ็นไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล หรือพูดให้ถูกคงต้อง บอกว่าเป็นแผ่นดินปาเลสไตน์ (เดิม)แต่ลุงทรัมป์ ไม่แคร์ แต่ทวิตเสียหวานหยดย้อยไปให้ยิว โดย บอกว่า "วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับอิสราเอล"

ชาวปาเลสไตน์อยากให้เมืองเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ มาห์มูด อับบาส แสดงความโกรธแค้นอย่างหนักต่อพิธีเปิดสถานทูต แห่งใหม่พร้อมประกาศว่าจะไม่มีวันยอมรับข้อเสนอสันติภาพจากรัฐบาลทรัมป์เป็นอันขาด

อียิปต์นั้นเล่นบทนกสองหัวกับมหาอำนาจมาโดยตลอดงานนี้ถึงกับบ่นด่าพึมพำๆ แต่ประเทศที่ ไม่ยั้งท่าทีเลยคือ ตุรกี เพราะเรียกเอกอัครราชทูตตุรกีประจำสหรัฐฯและเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล กลับประเทศ โดยด่วน แล้วสำทับว่าน้ำหน้าอย่าง ลุงแซมนี่อย่ามาพูดเรื่องสันติภาพให้เหม็นขี้ฟันเลยว่ะ เพราะสิทธิโดยชอบธรรมของปาเลสไตน์ลุงแซมกับสหายรักยิวยังละเมิดอย่างหนักขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาเจรจาสันติภาพในภูมิภาคอีกรึอิหร่านนั้นแซบกว่าชาติไหน เพราะมีการประกาศแจกเงิน 100,000 ดอลลาร์ ให้ใครก็ตามที่สามารถโจมตีที่ทำการสถานทูต สหรัฐฯซึ่งเปิดใหม่กลางเมืองเยรูซาเลม แจกใบปลิวโปสเตอร์ใน 3 ภาษา อังกฤษ อารบิกและฟาร์ซี (Farsi) ขนาดนี้แล้ว ลุงแซมยังลอยหน้าบอกโลกว่า "ไอไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นและไม่เกี่ยวข้อง" เรื่องนี้ ดิฉันไม่ได้พูดเอง แต่เสียงนั้นลอยมาจากการประชุมระดับโลกเลยเชียว ระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำยูเอ็น นิกกี เฮลีย์ ออกมาแถลงยืนยันว่า การเสียชีวิตของผู้ประท้วงปาเลสไตน์ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานทูตสหรัฐฯที่เปิดใหม่ เจอคำแถลงแบบนี้เข้าไปถึงกับพูดไม่ออก คือ ถ้าหน้าไม่ด้านจริงคงไม่ กล้าพูดออกมาได้เสียงดังฟังชัดขนาดนี้หรอกนะ งานนี้ ไทยเกือบโดนหางเลขเพราะประเทศมุสลิมนั่งนับหัว เลยว่าประเทศไหนส่งตัวแทนไปแสดงความยินดีในงานนี้บ้าง ช่วงแรกสื่ออัลจาซีร่าห์พลาดอีท่าไหนไม่รู้ ดันออกข่าวว่าไทยส่งตัวแทนไปแสดงความยินดี ในงานด้วย

ทำให้เราต้องออกมาให้ข่าวตามหลังว่า ไม่ได้ส่งทูตหรือเจ้าหน้าที่คนใดไปร่วมงาน สรุปแบบ ไม่ต้องรอผู้เชี่ยวชาญได้เลยว่างานนี้ลุงแซมอดทำหน้าที่พิทักษ์สันติภาพระหว่างแขกกับยิวแน่นอน เพราะยังไม่ทันไรก็หนุนหลังให้ยิวถล่มปาเลสไตน์รัวๆ จนมีเด็กเสียชีวิตถือเป็นเรื่องโหดร้ายมาก จนยากทำใจ องค์การนิรโทษกรรมสากลประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่าเป็น"การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่น่าชิงชัง" นอกจากไม่ห้ามยิวแล้ว ลุงแซมยังโทษว่ากลุ่มฮามาสเป็นฝ่ายยั่วยุ มิหนำซ้ำยังขัดขวางความพยายามในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น ที่ต้องการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดขึ้น สรุปได้ทันทีว่าลุงแซมกลายพันธุ์ ไปอยู่ในสปีชีส์เดียวกับจระเข้เล็กที่ชอบกินไก่ในน้ำไปเรียบร้อยแล้ว

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง