คอลัมน์: รายงานพิเศษ: ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าว'กข 43' พร้อมขยายตลาดรองรับผลิต

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2561 00:00:44 น.

หลังจากที่ผ่านพ้นงานพระราชพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญก็นับเป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลุกของประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยกรอบการเพาะปลูกในปีนี้ รัฐบาลได้วางนโยบายนำร่องการเพาะปลูก คือ "การตลาดนำการผลิต" เพื่อบริหารผลผลิตสินค้าเกษตรที่ จะออกสู่ตลาดให้เหมาะสมตามความต้องการ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันได้ว่า เมื่อเกษตรกรเพาะปลูกแล้ว จะมีตลาดรองรับและมีรายได้ที่มั่นคง และนอกจากนี้ พืชที่ภาครัฐกำลังให้ความสนใจและสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูก คือ ข้าว กข 43 ที่ภาครัฐชูคุณประโยชน์ว่ามีดัชนีน้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) ได้มีการเห็นชอบกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าว สำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ / ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ / ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ / ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ / ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ / ข้าว กข43 จำนวน 0.12 ล้านไร่ / ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ สำหรับรอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับโครงการส่งเสริมสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าว กข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าว กข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนสมาชิก ผู้ปลูกข้าว กข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูป เป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ในส่วนของกรมการข้าว จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และ แปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP

โรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าว กข 43 จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าว กข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ จำนวน 12 สหกรณ์ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง อีกทั้งในอนาคตกระทรวงเกษตรฯ มีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่าง ๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว กข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่ และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้นลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ และสำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าว กข 43 ภายในประเทศ กระทรวงเกษตรฯได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่ง จะรวบรวมผลผลิตข้าว กข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมาจำนวน 941 ตัน เพื่อ เตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในล็อตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

ความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการเชื่อมโยงข้าว กข 43 และผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว ระหว่างผู้ประกอบการแปรรูปข้าว 7 ราย ปริมาณผลผลิต 1,121 ตันข้าวเปลือก เพื่อนำออกขายผ่าน โมเดิร์นเทรด 4 ราย ได้แก่ เทสโก้โลตัส / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ / เดอะมอลล์ กรุ๊ป / และเซ็นทรัลฟูดส์ เพื่อวางจำหน่ายข้าว กข 43 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 60 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคในประเทศทุกช่องทาง เพื่อให้บริโภคข้าว กข 43 มากขึ้น ผ่านนโยบายการตลาดนำการผลิต เมื่อมีผู้รับซื้อชาวนาจะได้หันมาปลูกมากขึ้น

สำหรับข้าว กข 43 ได้มีการรับรองงานวิจัยจากกรมการข้าวร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาวิจัย พบว่ามีค่าการแตกตัวเป็นน้ำตาลน้อย และมีค่าดัชนีน้ำตาลระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ คาร์โบไฮเดรตของข้าวมีลักษณะทนต่อการย่อยดีกว่าข้าว อมิโลสต่ำพันธุ์อื่น จึงถือเป็นข้าวทางเลือกของผู้ใส่ใจสุขภาพกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต จึงเหมาะกับผู้รักษ์สุขภาพ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าข้าว กข 43 ที่เลือกซื้อไปนั้นเป็นสินค้าที่ได้การรับรองบนบรรจุภัณฑ์ ข้าว กข 43 โดยจะใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์และหลักประกันแก่ผู้บริโภค ว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพได้การรับรองจากกรมการข้าว โดยให้เมล็ดพันธุ์ไปปลูกโดยกลุ่มชาวนาที่ขึ้นทะเบียนนาแปลงใหญ่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การดูแลของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิก สีแปรโดยสหกรณ์หรือโรงสีข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP และข้าวสารได้รับการรับรองมาตรฐาน Q สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยระบบ QR Trace เมื่อผู้บริโภคสแกน QR Code จะทราบถึงข้อมูลแหล่งที่มาของข้าวได้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวที่เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่แพ้นมวัวและนมจากพืชตระกูลถั่ว ผ่านกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ นาอินทรีย์ ผู้ผลิตแปรรูป ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ และ ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวให้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ

ทั้งนี้ เมื่อส่งเสริมการบริโภคข้าว กข 43 ในประเทศจนได้รับความนิยมและพัฒนาพันธุ์ข้าวเพียงพอต่อการขยายการเพาะปลูก ภาครัฐพร้อมที่จะส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศตามกระแสการรักสุขภาพ ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะมีการทำงานอย่างบูรณาการ ร่วมกันของทั้งหลายฝ่าย เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง