รัฐธรรมนูญ2560องค์กรอิสระกับข้อท้าทาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 00:00:47 น.

นับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560  ประกาศใช้เมื่อเดือน เม.ย. 2560 ก็ต้องบอกว่า "บรรยากาศทางการเมืองเริ่มค่อยๆ กลับมาคึกคัก" ทั้งการตั้งพรรคใหม่-ยืนยันสมาชิกพรรคเดิม การชุมนุมประท้วงถามหาวันเลือกตั้งที่ชัดเจน รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี กรณีเดินสายพบปะประชาชนรวมถึงกลุ่มการเมืองในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่า ไปรับฟังปัญหาของประชาชนถึงพื้นที่ แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการหาเสียงหรือเปล่า? เป็นต้น

"องค์กรอิสระ" ก็เป็นอีกประเด็นที่ "เดือด" มากในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปม "เซตซีโร่" (Set Zero)การให้คณะกรรมการขององค์กรนั้นพ้นสภาพไปทั้งชุด ซึ่งทำให้เกิด "ข้อถกเถียง" ระหว่างฝ่ายสนับสนุนที่ให้เหตุผลว่า "คุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งไว้สูงกว่าฉบับเก่า" จึงจำเป็นต้องให้พ้นสภาพไป กับฝ่ายคัดค้านที่มองว่า "ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่นั้นเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเดิมและยังไม่ปรากฏความผิด" การให้พ้นสภาพจึงไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังมีคำถาม "ทำไมไม่เหมือนกัน?"บางองค์กรพ้นสภาพแต่บางองค์กรกลับได้ไปต่อ

ที่งานเสวนา "องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ บทบาทและความท้าทายทางการเมือง" ณ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า-NIDA) ชี้ประเด็น เกี่ยวกับองค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่อาจกลายเป็นวิกฤติทางการเมืองในอนาคตหลังมีการเลือกตั้ง ดังนี้

1.เซตซีโร่องค์กรอิสระ อาจารย์บรรเจิด มองว่านี่เป็น "รอยด่าง" จุดแรกหลังเริ่มใช้ รธน. ฉบับ 2560 เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ "ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน"แต่ให้เป็นไปตามมติของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)นำมาสู่ภาพที่คณะกรรมการบางองค์กรพ้นสภาพแต่บางองค์กร ได้อยู่ต่อ ต่างจาก ใน รธน. ฉบับ 2550 (บทเฉพาะกาล) เขียนว่า ผู้ที่มีตำแหน่งในองค์กรอิสระอยู่ตามกฎหมายเก่าให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ

ทั้งนี้ "ตามหลักการกฎหมายมหาชน การออกกฎหมายมีผลย้อนหลังจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยหากเรื่องใดหากออกกฎแล้วจะไม่มีประโยชน์สาธารณะก็ต้องยึดหลักการคุ้มครองโดยสุจริต" หมายความว่าถ้าผู้ใดเข้ามาเป็นกรรมการโดยกฎหมายเก่าและโดยสุจริต เขาก็ต้องอยู่ได้จนครบตามวาระ ซึ่ง อาจารย์บรรเจิด กล่าวว่า 1.ถ้าเซตซีโร่ก็เซตให้หมด 2.ถ้าอยู่ต่อก็อยู่ให้หมด และ 3.ถ้าผู้ดำรง ตำแหน่งใน รธน.ใหม่ มีคุณสมบัติสูงกว่า รธน.เก่า ดังนั้นก็ให้พ้นไปเฉพาะคนขาดคุณสมบัติ "หากเลือก 1 ใน 3 ทางนี้ คงไม่มีใครติดใจ" เพราะสามารถอธิบายได้ "รอยด่างนี้ควรได้รับการชำระโดยศาลเป็นผู้วินิจฉัย เพื่อตัดกระแสไม่ให้เป็นประเด็นการเมืองในอนาคต อย่างในอดีตที่ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) คนหนึ่งสรรหาเข้ามาแล้วโดนฝ่ายการเมืองเหยียบจนยุบ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าหลังเลือกตั้งใครจะมาเป็นฝ่ายการเมือง เรื่องนี้เคลียร์ได้ก็เคลียร์ อย่าให้เป็นเชื้อไฟในภายภาคหน้า" อาจารย์บรรเจิด กล่าว2.การยื่นข้อร้องเรียนไม่ไว้วางใจผู้ทำหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใน รธน. ฉบับ 2550 (มาตรา 249) กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือสมาชิกทั้ง 2 สภาร่วมกันเข้าชื่อร้องเรียนกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ทำการไต่สวน กรณีมีเหตุสงสัยว่ากรรมการ ป.ป.ช. คนใดร่ำรวยผิดปกติหรือมีพฤติกรรมทุจริต ซึ่งกรรมการที่ถูกกล่าวหาก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยในระหว่างการพิจารณาของศาล

แต่ใน รธน. ฉบับ 2560 (มาตรา 236) เพิ่มการให้ประชาชน 2 หมื่นคน ร่วมกันเข้าชื่อด้วยอีกทางหนึ่ง และ "ให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย ให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ" ซึ่ง อาจารย์บรรเจิด แสดงความกังวล "ป.ป.ช. จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่หรือไม่?" เพราะฝ่ายการเมืองเข้ามามีดุลพินิจแล้ว

3.คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ หากดู รธน. ฉบับ 2560 (มาตรา 216 ประกอบมาตรา 201 ข้อ 4) ระบุว่า "มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" เรื่องนี้น่ากังวลเพราะ "ถูกร้องเรียนได้ง่ายมาก" เพียงตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์เท่านั้น คำถามคือ "เป็นที่ประจักษ์หมายถึงอะไร?" ยังไม่นับกระบวนการวินิจฉัยที่ใน รธน. ฉบับ 2560 เน้นใช้คณะกรรมการสรรหาที่องค์กรอิสระต่างๆ เลือกกันมา ต่างจากฉบับ 2550 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีหลักคุ้มครองการทำหน้าที่อย่างอิสระในฐานะองค์กรตุลาการ

4.ภาระงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากของศาลรัฐธรรมนูญ รธน. ฉบับ 2560 (มาตรา 51-63) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำหน้าที่ต่างๆ และหากประชาชนเห็นว่าไม่ทำหน้าที่หรือทำไม่ดีพอก็สามารถติดตามเร่งรัดและร้องเรียนได้ อาจารย์บรรเจิด ยกตัวอย่าง "มาตรา 53 รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด" โดยมีศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัย ก็เชื่อได้ว่าน่าจะมีประชาชนหรือชุมชนร้องเรียนเป็นจำนวนมาก "นักร้องเรียนตรวจสอบมีอยู่แล้ว" รวมถึงในมาตรา 213 ผู้ถูกละเมิดสิทธิก็สามารถร้องเรียนได้เช่นกัน

"เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง แทนที่จะไปค้านกันในรัฐสภา อย่ากระนั้นเลย ไปช่องนี้ดีกว่า ผมยกตัวอย่างยาที่แรงที่สุด มาตรา 144 มีการแปรญัตติอะไรสักอย่าง สส. ก็ดี ครม. (คณะรัฐมนตรี) ก็ดี แล้วมีการร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว มีพฤติกรรมตามที่กล่าวอ้าง ครม. ทั้งชุดพ้นไปเลยนะ มันก็จะมีการใช้บริการตรงนี้เยอะ แทนที่จะอภิปรายในสภาฯ"อาจารย์บรรเจิด ฝากทิ้งท้าย

อีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงประเด็นการร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ที่ให้ส่งเรื่องไปที่ประธานรัฐสภาก่อน เพื่อให้ในสภามีการถกเถียงกันในเบื้องต้น สังคมก็จะได้รับรู้ด้วย เช่นเดียวกับคำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งคำวินิจฉัยก็ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นจะมีคำวินิจฉัยออกมาแปลกๆ คงไม่ได้

ขณะที่ สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  เสนอว่า การสรรหากรรมการองค์กรอิสระ คณะผู้มีอำนาจสรรหาควรระบุความเห็นประกอบและให้ความเห็นนั้นเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อจะได้ใช้ความรอบคอบเนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ที่ตนเลือกไปมีเหตุปรากฏว่าทำหน้าที่ไม่สุจริตบ้าง ไม่เป็นกลางบ้าง

เพราะจะเป็นผลสะท้อนกลับมายังผู้เลือกด้วย!!!
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง