จัดระเบียบ'ท่องเที่ยวธรรมชาติ'จาก'ถ้ำหลวง'ถึงเวลาทำทั้งระบบ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 14 สิงหาคม 2561 00:00:12 น.

ผ่านไปแล้วเดือนเศษกับปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี รวม 13 ชีวิต หากนับจาก 10 ก.ค. 2561 อันเป็นวันที่สมาชิก ทีมหมูป่ากลุ่มสุดท้ายพร้อมด้วยทีมซีล (SEAL) หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพเรือ ออกจากถ้ำหลวง- ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างปลอดภัย ซึ่งภารกิจนี้ "โลกต้องจารึก" เพราะรวม "ยอดคน" โดยเฉพาะทีมนักดำน้ำระดับพระกาฬจากนานาชาติ ร่วมกับภาวะผู้นำของอดีตผู้ว่าฯ เชียงราย ในฐานะ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ และความสูญเสีย "จ่าแซม" น.ต.สมาน กุนัน อดีตหน่วยซีลที่ขออาสากลับมาร่วมภารกิจนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ 23 มิ.ย. 2561 วันที่ทั้ง 13 เข้าไปในถ้ำแล้วไม่สามารถออกมาได้ จนถึง 10 ก.ค. ปีเดียวกัน "กลายเป็นบทเรียนกับทุกฝ่าย" ทั้งการเตรียมพร้อมของหน่วยงานด้านกู้ภัยทั้งของรัฐและมูลนิธิอาสาต่างๆ การทำข่าวของสื่อมวลชนที่ครั้งนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะ ผู้ประสบภัยเป็นเด็กและเป็นผู้ป่วย รวมถึง "การเตือนภัย สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ" ที่มีประเด็น เกี่ยวกับ "ป้ายหน้าถ้ำ" ระบุห้ามเข้าถ้ำช่วงเดือน ก.ค.- พ.ย. เนื่องจากเป็นฤดูน้ำหลาก แต่ทั้ง 13 คน เข้าถ้ำในเดือน มิ.ย. โดยไม่ได้คาดคิดว่าฝนจะมาเร็ว

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมอุทยานแห่งชาติ จัดเสวนา เรื่อง "พลิกวิกฤติถ้ำหลวง สู่โอกาสการจัดการถ้ำไทย"ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ซึ่ง ศ.(กิตติคุณ) เดชา บุญค้ำ ราชบัณฑิตประเภทวิชาสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลสนับสนุน และจำนวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ประเภทต่างๆ และเชื่อว่าเหตุการณ์ "13 ชีวิต ติดถ้ำหลวง" จะทำให้ความนิยมการท่องเที่ยวถ้ำเพิ่มขึ้น ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วน

อาจารย์เดชา กล่าวถึงปัจจัยที่ต้องนำมา พิจารณาในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.ธรรมชาติ ระบบนิเวศทั้งพืช สัตว์ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ โดยเฉพาะเรื่องอากาศนั้นสำคัญมาก เพราะถ้ำหลายแห่งเมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ำหลากท่วม จะบริหารจัดการอย่างไรเพราะผู้ไปเยือนก็มีหลายกลุ่ม ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปประเภทเข้าไปถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็กลับ นักท่องเที่ยวประเภทชอบผจญภัย รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการเข้าไปสำรวจถ้ำเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ

2.มนุษย์ นักท่องเที่ยวเองก็มีหลายประเภท ทั้งสายอนุรักษ์จริงๆ ถือถุงขยะเข้าไปเก็บขยะของตนออกมาด้วย ไม่แตะต้องวัตถุธรรมชาติ เชื่อฟัง คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง ไปจนถึงกลุ่มที่อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ เข้าถ้ำเน้นสนุกสนานอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องเพศหรือวัยที่แตกต่าง ต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อนำมาประกอบการบริหารจัดการองค์ประกอบต่างๆ ของสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ที่จอดรถ ห้องสุขา ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ให้กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ รวมถึงอาจต้องคิดถึงการ "จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว" ไม่ให้มากเกินพื้นที่รองรับได้ด้วย

"การกำหนดว่าสถานที่นั้นรองรับได้เท่าไหร่ จึงจะไม่ไปทำลายคุณสมบัติที่ทุกคนฝันอยากไปเที่ยวไปดู แต่ได้มาแล้วก็ยังเกินอยู่ดี รัฐบาลก็ยังต้องการนักท่องเที่ยวเยอะๆ อยู่ดี สิ่งเหล่านี้จึงต้องได้รับการแจงนับ วิจัย สำรวจเก็บข้อมูล นำมา ทำผังบริเวณ บางครั้งถึงกับต้องแนะนำว่าทำไมไม่ชะลอ เช่น คนเข้าถ้ำเยอะเกินพอดีแล้ว ก็หากิจกรรมอื่นให้เขาทำ เช่น Walking Trail (เดินป่า) ขึ้นอยู่กับการสำรวจโดยละเอียด ถ้ำทุกแห่งต้องได้รับการสำรวจว่ามีลักษณะทางธรรมชาติอย่างไรบ้าง จุดไหนเป็นจุดสนใจ กำหนดเป็นทางเลือกเพื่อแบ่งเบาพื้นที่ถ้ำ" อาจารย์เดชา กล่าว

ขณะที่ รศ.จามรี จุลกะรัตน์ อาระยานิมิตสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเกณฑ์ในการวางผังบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ด้านการใช้งาน เช่น ระยะการเดิน ความปลอดภัยจากการพังถล่มหรือน้ำท่วม เส้นทางหนีภัย จุดรวมพล นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ด้วย เช่น มีแนวกั้นระหว่างพื้นที่ท่องเที่ยวกับพื้นที่ละเอียดอ่อนทางธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงกรณีพื้นที่นอกถ้ำ อาจต้องนำหลักคิดทุกคนเข้าถึงได้ (Universal Design) มาประกอบด้วย

กับ 2.ด้านสุนทรียภาพ แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ คนที่มาเที่ยวย่อมอยากสัมผัสความเป็นธรรมชาติ การเก็บข้อมูล เช่น จุดที่โดดเด่นมีความพิเศษของสถานที่นั้น หรือความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเห็นความงดงามของธรรมชาติตราบเท่าที่ระยะสายตามองเห็นทั้งใกล้และไกล อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นจุดที่สวยงามที่สุด ก็อาจไม่จำเป็นต้องไปปลูกสิ่งก่อสร้างใดๆ เพื่อคงสภาพไว้ให้นักท่องเที่ยวรุ่นต่อๆ ไปได้เห็นทิวทัศน์เช่นนั้นบ้าง รวมถึงถ้ามีต้นไม้อยู่เดิมพยายามรักษาให้คงสภาพมากที่สุด ก็จะลดผลกระทบของการท่องเที่ยวกับธรรมชาติลงได้

ด้าน ศ.ดร.นิพนธ์ ตั้งธรรม ผู้เชี่ยวชาญการจัดการลุ่มน้ำ และอดีตอาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงข้อคิดจาก Cahyo Rahmadi  ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาของถ้ำจากอินโดนีเซีย ถึงปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวประเภทถ้ำดังนี้ 1.ฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนถือว่ามีความเสี่ยง

2.ลักษณะของถ้ำ ซึ่งที่ผ่านมาในไทยยังไม่ค่อยมีการศึกษามากนักว่าถ้ำแต่ละแห่งมีสภาพเป็นอย่างไร เช่น กรณีถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน เป็นถ้ำที่มีทางน้ำใต้ดิน ก็ต้องสำรวจว่ายังมีถ้ำแบบเดียวกันอีกกี่แห่งในประเทศ 3.ผู้เชี่ยวชาญ การท่องเที่ยวหรือสำรวจในถ้ำจะเป็นการดีกว่าถ้ามีผู้ชำนาญการร่วมเดินทางไปด้วย 4.น้ำท่วมฉับพลัน แต่ก็เป็นข้อท้าทายเพราะแม้จะวัดปริมาณฝนได้ แต่การคำนวณเกี่ยวกับน้ำที่ท่วมในถ้ำนั้นก็ไม่ง่าย

ส่วนคำแนะนำจากแวดวงวิศวกรรมที่ต้องขุดเจาะลงไปใต้ดินของจีน เช่น มีกฎหมายที่ดี มีแผนบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการความเสี่ยง ที่สำคัญคือ "ต้องกล้าลงทุน" ทั้งการวิจัย ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง การพยากรณ์และป้องกันอุบัติเหตุจากการท่องเที่ยว ทั้งนี้รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ นอกเหนือจากถ้ำด้วย นอกจากนี้ "พฤติกรรมความปลอดภัย" ที่นักท่องเที่ยวต้องใส่ใจ จะปลูกฝังอย่างไร?

"ในวิกฤติยังมีโอกาส" ดังนั้นจึงมีความหวัง กันว่า "เหตุเกิด ณ ถ้ำหลวง" คงกลายเป็นตัวอย่างให้นำไปสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติทั้งประเทศ เพื่อให้มีทั้งความปลอดภัยต่อผู้มาเยือน และทรัพยากรธรรมชาติดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป!!!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง