คอลัมน์: ทันโลกทันเหตุการณ์ กับแพทยสภา: การรักษามะเร็งตับด้วยเทคโนโลยีทางรังสี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 15 กันยายน 2561 00:00:39 น.

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีทางรังสีมาใช้ในการรักษามะเร็งตับหลายวิธีนอกเหนือไปจากการผ่าตัดมะเร็งตับ ได้แก่ 1.การรักษามะเร็งด้วยเข็มความร้อน (Radiofrequency Ablation) ก้อนเนื้อหรือมะเร็งตับ ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะตับแข็ง หรือภาวะตับอักเสบร่วมด้วย การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่ คือ การรักษาผ่านหลอดเลือดโดยการให้ยาเคมี และสารอุดกั้นหลอดเลือด ปัจจุบันการรักษาก้อนเนื้อ หรือมะเร็งตับที่มีขนาดเล็กกว่า 4-5 เซนติเมตร ที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ วิธีการรักษาที่เรียกว่า Radiofrequency Ablation (RFA) ซึ่งเป็นการสอดเข็มขนาดเล็กเข้าไปในตับเพื่อให้ปลายเข็มวางอยู่ตำแหน่งของก้อนเนื้อ โดยอาศัยการนำทางด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรืออัลตราซาวนด์ จากนั้นจะให้พลังงานที่เรียกว่า Radio Frequency (RF) ผ่านเข็มเข้าสู่ก้อนเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนภายในตัวก้อนเนื้อโดยจะได้รับ อุณหภูมิสูงเกือบ 100 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที (ขึ้นกับขนาดและจำนวนของตัวก้อนนั้น) วิธีการนี้ก็เปรียบเสมือนการ เผาก้อนเนื้อในตับนั่นเอง ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื้อตับส่วนดีน้อยที่สุด

การรักษาด้วยวิธี RFA มีข้อดี คือ ไม่ต้องผ่าตัด เพียงแต่ใช้ยาชา เฉพาะที่ หรือใช้ยานอนหลับในปริมาณเล็กน้อย ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 วันเท่านั้น ปัจจุบันใช้ในการรักษามะเร็งตับ มะเร็งชนิดอื่นที่แพร่กระจายมาที่ตับ หรือกระทั่งมะเร็งปอดในบางกรณี

2.การรักษามะเร็งตับด้วยวิธีผ่านหลอดเลือด โรคมะเร็งตับส่วนใหญ่ ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น ที่มีโอกาสเข้าสู่การผ่าตัด หรือการเปลี่ยนตับ หากก้อนเนื้อมีขนาดเล็กกว่า 4-5 ซม. สามารถใช้วิธีการฝังเข็มความร้อนที่เรียกว่า RF แต่หากก้อน มีขนาดมากกว่านั้น หรือมีจำนวนหลายก้อน สามารถใช้วิธีการรักษาที่เรียกว่า TOCE ซึ่งเป็นวิธีการไม่ผ่าตัดเช่นกัน แต่เป็นการสอดท่อเล็กๆ ที่เรียกว่า สายสวน (Catheter) นั่นเอง

การเตรียมตัว : ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ผู้ป่วยเข้ามารับการเตรียมตัว ที่โรงพยาบาล จะต้องมีการงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จะมีการ เจาะเลือดเพื่อตรวจดูความพร้อมของตับไต และการแข็งตัวของเลือด รวมทั้ง ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและเกล็ดเลือด ผู้ป่วยจะได้รับน้ำเกลือ และอาจได้รับเลือดในบางกรณี พยาบาลจะทำการโกนขนบริเวณขาหนีบตรงจุดที่จะ มีการฉีดยาชา และใส่สายสวน และจะฉีดยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยก่อนการรักษา หากท่านเคยแพ้ยาหรือแพ้อาหารทะเล โปรดแจ้งกับแพทย์หรือพยาบาล ทุกครั้ง การรักษาด้วยวิธีนี้ ส่วนมากจะมีอาการเจ็บปวดน้อยมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดมยาสลบแต่อย่างใด ท่านอาจได้รับเพียงยาแก้ปวดหรือยานอนหลับก่อนเวลารักษาเท่านั้น

วิธีการรักษา : ท่านจะถูกส่งตัวไปยังห้องตรวจเอกซ์เรย์หลอดเลือด ซึ่งเป็นห้องที่สะอาดปลอดเชื้อ ภายในห้องจะมีเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด ที่มีลักษณะเป็นตัว C ขนาดใหญ่ เมื่อแพทย์ทำความสะอาดด้วยวิธีไร้เชื้อแล้ว แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ ที่ขาหนีบด้านขวา จากนั้นจะทำการใส่สายสวนขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มม.) เข้าไป ในหลอดเลือดแดง และจะใช้วิธีการเอกซเรย์หลอดเลือดช่วยในการนำทาง สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงของตับ และเมื่อตรวจพบเส้นเลือดที่ ผิดปกติ แพทย์จะฉีดยาที่มีส่วนผสมพิเศษ ซึ่งจะจับตัวอยู่เฉพาะที่ และสามารถทำให้ก้อนเนื้อย่อตัวลง จากนั้นทำการฉีดสารอุดกั้นหลอดเลือด เพื่อลดปริมาณเลือด (ซึ่งก็คือ สารอาหารและออกซิเจน) ที่จะไปเลี้ยงก้อนเนื้อ เมื่อให้ยาเสร็จแล้ว แพทย์จะดึงสายสวนออกจากร่างกาย และกดตรงบริเวณ ขาหนีบประมาณ 10 นาที ซึ่งแผลจากการตรวจจะมีขนาดเล็กมาก และ ไม่มีรอยเย็บแต่อย่างใด

การปฏิบัติตัวหลังการตรวจ : ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้นอนอยู่บนเตียง และเหยียดขาด้านที่มีรอยใส่สายสวน เป็นเวลา 6 ชั่วโมง อาจได้รับ อนุญาตให้รับประทานน้ำ และอาหารได้หากไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน การปัสสาวะ และอุจจาระ ยังคงต้องทำบนเตียงในระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้น พยาบาลจะเปลี่ยนผ้าพันแผล บริเวณขาหนีบให้ในวันรุ่งขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการ ปวดแผลหรือปวดท้อง สามารถขอยาจากเจ้าหน้าที่พยาบาล ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการคลื่นไส้ ซึ่งถ้ามีอาการมากสามารถขอยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้

ผลข้างเคียงจากการรักษา : ส่วนมากแล้วค่อนข้างปลอดภัย ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยได้แก่ อาการไข้หลังการรักษา 1-2 วัน ซึ่งพบได้ ประมาณร้อยละ 40 อาจมีอาการจุกแน่นบริเวณช่องท้องข้างบน ในบางราย อาจมีอาการปวดบวมบริเวณขาหนีบ บริเวณที่มีการใส่สายสวน ซึ่งมักจะ หายได้เองในสัปดาห์แรก

ต้องทำบ่อยแค่ไหน : โดยเฉลี่ยจะทำการรักษา 2 ครั้ง ห่างกัน ครั้งละ 1 เดือน โดยก่อนการรักษาครั้งที่ 2 จะมีการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อประเมินการตัดสินใจ และอาจมีการใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การใช้เข็มความร้อน RF

3.การรักษามะเร็งตับด้วยไมโครเวฟ เป็นการรักษาโดยใช้เครื่องมือ แพทย์ชนิดหนึ่งที่นำพลังงานคลื่นไมโครเวฟที่พัฒนาเป็นเข็มขนาดใหญ่ที่ใช้สอดหรือฝังเข้าไปในก้อนมะเร็งผ่านแผลเล็กๆ ขนาด 2-3 มม. ที่ผิวหนัง โดยอาศัยเครื่องมือที่ทำให้เห็นภาพก้อนเนื้อจากภายนอกเช่นเครื่องอัลตราซาวด์ หรือ ซีที สแกน เป็นตัวนำทางให้สามารถสอดเข็มเข้าไปในอวัยวะที่มีก้อนเนื้อ เช่น ตับ ไต ปอด โดยที่ปลายของเข็มมีระบบบที่สามารถปล่อยพลังงานไมโครเวฟที่สร้างความร้อนระดับ 90-100 องศา ทำให้ก้อนเนื้อเกิดการเผาไหม้และตายอย่างสมบูรณ์ โดยซากของเนื้อตายภายในอวัยวะก็จะกลาย เป็นแผลเป็น(จริงๆ น่าจะเรียกว่าแผลตายมากกว่า)

วิธีการนี้สามารถนำมาใช้ในการรักษามะเร็งชนิดที่เป็นก้อน (solid) ที่มีขนาดไม่เกิน 4-5 ซม. เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในการรักษามะเร็งตับ และมะเร็งปอดแบบที่ผ่าตัดไม่ได้

ข้อดีอย่างมากคือแผลเล็กมาก หายไว เจ็บน้อย นอนโรงพยาบาล แค่คืนเดียวและค่าใช้จ่ายยังไม่สูงเมื่อเทียบกับการผ่าตัดตับแบบเก่าที่ต้อง เปิดท้องตัดทำลายเนื้อตับเป็นปริมาณมากๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง

ปัจจุบันการรักษามะเร็งโดยการใช้เข็มไมโครเวฟ แพร่หลายมากขึ้น ในบ้านเรา แต่ยังมีข้อจำกัดตรงที่แพทย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะแพทย์ ด้านรังสีร่วมรักษาหรือศัลยกรรมยังมีจำนวนไม่มากนัก

4. การรักษามะเร็งตับด้วยการฉีดสารกัมมันตภาพรังสี เป็นวิธีที่ ค่อนข้างใหม่ เหมาะสมกับมะเร็งตับที่มีการลุกลามเข้าไปในหลอดเลือดดำ ของตับ(แต่การทำงานของตับยังพอใช้ได้อยู่) หลักการรักษาคล้ายกับการทำ TOCE หรือ TACE คือมีการสอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงของตับที่เลี้ยงก้อนเนื้อ แล้วทำการฉีดสารกัมมันตภาพรังสีที่เรียกว่า Yttrium (ยิตเทรียม)เข้าไป ซึ่งสารดังกล่าวจะปล่อยรังสีชนิดเบต้า ตรงก้อนเนื้อและออกฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นจะสลายตัวไปเอง ไม่มีการตกค้าง อยู่ในร่างกาย

การรักษาวิธีนี้บางคนอาจเรียกว่า Radioembolization หรือ SIRT (Selective internal Radiation Therapy) ซึ่งอาจมีราคาค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องนำเข้าสารกัมมันตภาพรังสี และอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำเข้ามาฉีดให้ผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ขั้นตอนการทำมีความยุ่งยากมากกว่าการรักษา TOCE โดยเฉพาะต้องมีการตรวจโดยการฉีดสีดูเส้นเลือดตับและทดสอบว่าสามารถทำการรักษาได้โดยไม่มีผลข้างเคียง เมื่อแน่ใจแล้วจึงจะมานอนโรงพยาบาลอีกครั้งในสัปดาห์ต่อมาเพื่อทำการรักษา

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ปวดทอง คลื่นไส้ อาเจียนใน 1-2 วันแรกหลังการรักษา ส่วนผลการรักษาใกล้เคียงกับการรักษาด้วย TOCE แต่สามารถทำได้ในกรณีที่โรคได้กินเข้าในหลอดเลือดดำแล้ว ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยวิธี TOCE ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง