คอลัมน์บทความพิเศษ: ทำไมต้องค้าน'(ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. ....'

ข่าวทั่วไป 19 กันยายน พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย

ที่ประชุมสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วย สภาวิศวกร แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภาสถาปนิก สัตวแพทยสภา สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีวาระพิจารณาในเรื่อง (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... และ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักศึกษาและสังคมที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมาย ดังกล่าว จึงมีความเห็น "คัดค้าน" (ร่าง) พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. .... ประกอบด้วย

1.มาตรา 48 ที่ระบุว่า "สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทาง วิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษา ทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอก" ประเด็นนี้อาจเข้าข่าย "เขียนกฎหมายขัดแย้งกันเอง" เนื่องจากใน "มาตรา 37 (3)" ของร่างกฎหมายเดียวกันระบุว่า "สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่และอำนาจบริการวิชาการแก่สังคม" ดังนั้น บทบัญญัติ ในมาตรา 48 ที่ให้สถาบันการศึกษาให้บริการทางวิชาชีพและให้คำปรึกษาทางวิชาชีพ จึงไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา อีกทั้งจะทำให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ วิชาชีพนั้นๆ ด้วย

เรื่องนี้มีหนังสือจาก คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/000210 พิจารณา ข้อหารือ "การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย วิศวกรและกฎหมายว่าด้วยสถาปนิกตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560" สรุปได้ว่า 1.กรณีหน่วยงานของรัฐประสงค์จะจัดจ้าง ผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา สถาบันหรือหน่วยงานนั้นต้องได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ

กับ 2.กรณีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพ สถาปัตยกรรมควบคุมและวิชาชีพวิศวกรรม ควบคุม สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงาน ในกำกับของสถาบันการศึกษาดังกล่าว ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องพิจารณา ว่า "สถาบันการศึกษาของรัฐจะเข้า มาเป็นคู่สัญญาได้หรือไม่?" ทั้งไม่มีความชัดเจนว่าการให้บริการทางวิชาชีพเป็นอย่างไร "เป็นการแสวงหารายได้หรือไม่?" ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น หากเป็นกรณีที่สถาบันการศึกษาของรัฐ ให้บริการทางวิชาชีพ จะเป็นการขัดต่อ บทบัญญัติที่ว่า "รัฐต้องไม่ประกอบกิจการ ที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน" ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่?

รัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ 2.มาตรา 64 ที่ระบุว่าสภาวิชาชีพ "มิให้มีอำนาจในการรับรองหรือกำหนดการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา หรือสร้างภาระอื่นใดให้กับสถาบันอุดมศึกษา" หรือหมายถึงการ "ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ" โดยเฉพาะวิชาชีพที่ต้องดูแลผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ เนื่องจากการฝึกปฏิบัติของนักศึกษากับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติที่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ "เมื่อนักศึกษาสำเร็จ การศึกษาจากสถาบันแล้ว จะไม่มีหลักประกัน ว่าจะสามารถสอบวัดความรู้ผ่านเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้" และผู้ที่สอบความรู้ไม่ผ่านจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ตามกฎหมาย จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งเวลา ทรัพย์สินเงินทอง และสถานะทางจิตใจ ตลอดจนทรัพยากรบุคคล นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบอนุญาตแอบแฝงประกอบวิชาชีพอย่างผิดกฎหมายอยู่ตามสถานพยาบาล บ้าน และชุมชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ "การรับรองหลักสูตรของ สภาวิชาชีพไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากการรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพมิได้ เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย การจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย แต่การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพซึ่งเป็นองค์กรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับให้มีการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล และดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายของแต่ละสภาวิชาชีพ เป็นการคุ้มครองประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3.มาตรา 65 "สภาวิชาชีพจะออก ข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะเป็นการ เลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษามิได้" มาตรานี้ ตราขึ้นตามบทบัญญัติตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ว่าด้วยเสรีภาพ ในการประกอบอาชีพ แต่เป็นการตราขึ้นโดยไม่คำนึงถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 40 วรรคสอง ที่ระบุว่า..

"..การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการ ผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น.."

กรณีมาตรา 65 นี้ก็เช่นเดียวกับ ข้อคัดค้านในมาตรา 64 ของ (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... คือต้องย้ำว่า "การ รับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพนั้นทำเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค คือคุ้มครองประชาชนที่จะส่งบุตรหลาน เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มี คือ คุณภาพได้มาตรฐานสากล" ซึ่งเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 40 วรรคสอง "จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ" และที่ผ่านมาสภาวิชาชีพไม่เคยกระทำการ เลือกปฏิบัติต่อสถาบันการศึกษาหรือก้าวก่ายการจัดการการศึกษาของสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม "สถาบันการศึกษา เองกลับกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิชาชีพในหลายกรณี" ตัวอย่างหนึ่ง คือ "การที่สถาบันการศึกษาบางแห่ง กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542 โดยไปทำสัญญารับจ้างทำงานสำรวจ และออกแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2560 อันเป็นการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจากสภาวิศวกร" ซึ่งถือเป็นการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 อย่างชัดเจน

และ 4.มาตรา 66 ที่ระบุว่า "ในกรณี ที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่า สภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 วรรคสอง หรือมาตรา 65 ให้คณะกรรมการมาตรฐาน การอุดมศึกษาแจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตามนั้น" เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการการอุดมศึกษาบังคับให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตาม ที่กว้างไกลโดยไม่คำนึงถึง สภาพบังคับตามกฎหมาย และโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน

สภาวิชาชีพต่างๆ มีรัฐมนตรี เจ้ากระทรวงเป็นนายกสภาพิเศษ เพราะเงื่อนไขตามมาตรา 64 และ 65 โดยสภาพ ก็ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติที่มีศักดิ์ เสมอกันของแต่ละสภาวิชาชีพ การขัดกัน ของกฎหมายจะหาทางออกอย่างไร? หรือ จะต้องใช้สิทธิทางศาลในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยสรุป "สมาพันธ์สภาวิชาชีพ ไม่เห็นด้วยกับ (ร่าง) พ.ร.บ.การ อุดมศึกษา พ.ศ. .... โดยเฉพาะทั้ง 4 มาตรานี้" และคัดค้านอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล

เพื่อป้องกันระบบการศึกษาที่ ไม่ได้มาตรฐาน รัฐจึงให้อำนาจสภาวิชาชีพ ต่างๆ ในการให้คำรับรองแก่สถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้บัณฑิต ที่จบมามีสิทธิในการเข้าสอบเพื่อรับ ใบอนุญาต กฎหมาย มาตรการดังกล่าวจะเป็นการชี้วัดสถาบันการศึกษาที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการผลิตบัณฑิต และเป็นการสร้างหลักประกันให้กับนักศึกษาที่กำลังจะเข้ามาในสถาบันนั้นๆ !!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ