Before The Match สะเทือนซางจ่าฝูง

ข่าวกีฬา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 29 กันยายน 2561 00:00:18 น.
บี แหลมสิงห์
วีคนี้วงการลูกหนังยุโรปในคืนวันเสาร์ แต่ละเกมแต่ละเม็ดแต่ละผลนี่ น่าสนใจ
คอบอลจะแบ่งร่างยังไง น่าสนใจจริงๆ

ที่ ลา ลีกา สเปน มีเกมคู่ปะทะของสองทีมเมืองหลวง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด กับ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด เวลา 01.45 น.ที่ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มีเกมดาร์บี้แมทช์กรุงโรม "หมาป่า" โรม่า ซัดกับ "อินทรีสีฟ้า"ลาซิโอ ตั้งแต่ 2 ทุ่ม จากนั้น 5 ทุ่ม "ม้าลาย" ยูเวนตุส จะดวลบิ๊กแมทช์กับ นาโปลี

ขณะที่เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมจะพลิกผันเปลี่ยนมือกันอุตส่าห์ในด้านบนของตาราง นั่นคือ 3 ทีมไร้พ่าย ระหว่าง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ที่มี 16 แต้ม จะได้เล่นก่อนใครเจอกับ "นกนางนวล" ไบรท์ตัน ช่วง 3 ทุ่ม

จากนั้น "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มี 16 แต้ม มีนัดล้างตากับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมเดียวในเกาะอังกฤษที่ชนะรวดมี 18 แต้มเต็ม ในเวลา 5 ทุ่มครึ่ง

เอาเข้าจริงความบันเทิงจะเริ่มตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด ที่ตอนนี้ชีวิตดูจะรุงรัง จะต้องไปเยือน "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ที่กำลังฟื้นไข้และทำท่าว่าจะหายรุ่มร่าม

เราจะเห็นได้ว่าการต่อกรของฟุตบอลอังกฤษปีนี้ รับรองว่า "เดือดเลือดพล่าน"แน่นอน

แต่พื้นที่ตรงนี้ขอว่ากันถึง"โอกาส"ของความพลิกผันตำแหน่งจ่าฝูงที่อาจเกิดขึ้น แค่นี้ก็โหดมากแล้ว เพราะในความเป็นจริง มีโอกาสที่ ลิเวอร์พูล ที่ชนะมารวด อาจเสียตำหน่งจ่าฝูงก็เป็นได้

คู่นี้เพิ่งจะซัดกันมาหมาดๆ ในเกมคาราบาว คัพ ก่อนที่ เชลซี บุกชนะ 2-1 ที่แอนฟิลด์ แน่นอนที่สุดทั้งสองทีมเปลี่ยนทีมมโหฬาร ที่ไม่รู้ว่านัดกันหรือเปล่าว่า ปรับทัพกันทีมละ 8 คน

แต่ด้วยชื่อชั้นผู้เล่นสำรองทำให้ดูความแตกต่างแทบไม่ออก ยกเว้นรายละเอียดในการเล่นของผู้เล่นบางคนของทั้งสองทีมที่ยังห่างจากผู้เล่นตัวจริง

จากเกมนัดก่อนสะท้อนมาถึงนัดนี้ "การเปลี่ยนตัว" ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เป็นเครื่องหมายคำถามมาโดยตลอด ถูกจับจ้องกันอีกที หลังจากเขาปรับทัพแล้วทีมเป็นรองอีกครั้ง

การจัด"หมากแรก"คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การ"ปรับหมาก" ระหว่างการต่อกรก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อพิจารณาจากจุดตรงนี้ระหว่าง เชลซี กับ ลิเวอร์พูล สูสีกันมากๆ

หากเราเลือก 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม ถ้าจะบิดผิดเพี้ยนไปกว่านี้ก็ไม่น่าจะเกินทีมละ 1 ตำแหน่ง

เชลซี : เกปา อาร์ริซาบาลาก้า, เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า, แกรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์, มาร์กอส อลอนโซ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, วิลเลี่ยน, เอแด็น อาซาร์และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

ลิเวอร์พูล : อลิสซอน เบ๊คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, นาบี เกอิต้า, เจมส์ มิลเนอร์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่

เมื่อวัดกันถึงขุมกำลังสำรอง กลุ่มเจ้าถิ่นมี รอสส์ บาร์คลี่ย์, อันเดรส คริสเตนเซ่น, เชส ฟาเบรกาส, วิคเตอร์ โมเสส, เปโดร และอัลบาโร่ โมราต้า ส่วนหงส์มี แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, โฌแอล มาติป,เซอร์ดาน ชาคิรี่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และเดยัน ลอฟเรน

จุดน่าสนใจเกมนี้คือ "เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ" ที่ทั้งสองทีมเหมือนกัน เจ้าบ้านน่าจะไม่มี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เช่นเดียวกับผู้มาเยือนที่ต้องรอ เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค

มันส่งผลแน่นอน เพราะ แกรี่ เคฮิลล์ ที่ลงแทนไม่ได้ดีกว่า รือดิเกอร์ แต่ขณะเดียวกัน หากว่า ฟาน ไดจ์ค ฟิตไม่ทัน จะส่งผลต่อการสับสวิตช์ในแดนกลางของ ลิเวอร์พูล ที่จะเลือกการตัดเกมล้วนๆ ของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือต้องการความแตกต่างระหว่างการเล่นของ นาบี เกอิต้า

ที่เหลือถือว่าสูสีกันอย่างมาก เมื่อ เชลซี เป็นประเภทหัวใจสะออน ถ้าไม่เอาใครก็ไม่เล่น ตอนนี้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ไม่รู้มียาดีอะไรทำให้พวกเขาคึกคักเหลือกำลัง

จุดที่น่าสนใจก็คือ เกมรุกด้านซ้ายของ เชลซี ที่มีคีย์แมนคือ เอแด็น อาซาร์ และการเติมรุกแหลกของ มาร์กอส อลอนโซ่ จุดนี้จะเป็นอีกทีที่ได้วัดฝีมือกับการยกระดับของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และลิเวอร์พูล จะใช้โจมตีช่องว่างตรงจุดนี้เหมือนกับแมทช์กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

เป็นไปได้ที่ ซาดิโอ มาเน่ จะมาอยู่ตรงนี้ แล้วขยับให้ โม ซาลาห์ เข้าไปอยู่ตรงกลาง และ ฟีร์มิโน่ ปล่อยฟรี

อีกคนที่ต้องดูก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ ที่เล่นได้ท็อปฟอร์มเหลือเชื่อ นอกจากลูกเปิดบอลในเกมรุกอันแม่นยำแล้ว นัดนี้เขาน่าจะต้องโฟกัสในเกมรับ เมื่อจะต้องเป็นตัวรองบอลเพื่อปิดพื้นที่จังหวะตัดเข้าในทั้งสองฝั่งที่ อาซาร์ กับ วิลเลี่ยน

นี่คืองานของ มิลเนอร์เชื่อเหลือเกินว่า ลิเวอร์พูล ไม่อยากพลาดซ้ำสอง เพราะมันส่งผล กระทบแน่ๆ หากไม่ชนะเลย หรือว่าแพ้เรียบสองนัดติด กับงานใหญ่อีก 2 จ๊อบสัปดาห์หน้าทั้งการบุกไปเยือน นาโปลี ในแชมเปี้ยนส์ลีก และดวลบิ๊กแมทช์พรีเมียร์ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ซึ่งมันมีผลเยอะแน่นอน เนื่องจาก แมนฯซิตี้ ไม่น่าพลาดในเกมกับ ไบรท์ตัน ตอนนี้พวกเขายิงเยอะสุด ประตูได้เสียดีที่สุด และที่สำคัญหาโอกาสยิงด้วยค่าเฉลี่ยนาทีดีที่สุด

คิดดูขนาด ลิเวอร์พูล ชนะรวด 6 นัด ยังโดนหายใจรดต้นคอติดๆ ทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี ที่ตามแค่ 2 คะแนน ดังนั้นเกมวีคนี้มีโอกาส ไม่น้อยที่จะพลิกผัน โดยเฉพาะตำแหน่งจ่าฝูง

อย่างที่บอกไป ปีนี้บอลอังกฤษโหดจริงๆ
บรรยายใต้ภาพ
เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ จะปะทะฝีมือกันอีกครั้ง เป็นหนที่ 2 ในรอบ 4 วัน