คอลัมน์: สถานีพัฒนาสังคม: แรงงานนอกระบบกับการออม เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ในวัยสูงอายุ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 00:00:19 น.

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช) เป็นกองทุนที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ที่ทำงานอิสระเช่น เกษตรกร อาชีพรับจ้างรายวัน ฯลฯ ซึ่งแต่เดิมคนกลุ่มนี้จะไม่ได้สวัสดิการเหมือนกับพนักงานเอกชนหรือข้าราชการที่จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งจะได้รับการสมทบจากนายจ้างหรือรัฐ เพราะฉะนั้นคนที่มีสิทธิ์ในการได้รับสิทธิประโยชน์เต็มขั้นจากกองทุนนี้ คือ "ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนที่ได้รับการสมทบจากนายจ้างหรือรัฐ" ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่ประกอบอาชีพอิสระ กอช. จะให้ ส่งเงินเข้ากองทุนได้ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ถึง ๖๐ ปี

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครกองทุนการออมแห่งชาติ
๑.เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ ๑๕ ปี ถึงไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์
๒.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข)
๓.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร
๔.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น
๕.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม๖.ไม่เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๗.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชน
๘.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นหรืออยู่ในระบบบำนาญอื่นตามที่จะกำหนดกฎกระทรวง
การจ่ายเงินสะสมเมื่อเป็นสมาชิกและเงินสะสมของภาครัฐ
สมาชิกกองทุนการออมจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๕๐ บาท และไม่เกิน ๑๓,๒๐๐ บาท ต่อปี โดย รัฐจ่ายสมทบให้ตามสัดส่วนดังนี้
๑.อายุ ๑๕-๓๐ ปี รัฐจ่ายให้ ๕๐% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน ๖๐๐ บาท ต่อปี
๒.อายุ ๓๐-๕๐ ปี รัฐจ่ายให้ ๘๐% ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน ๙๖๐ บาท ต่อปีและ
๓.อายุมากกว่า ๕๐ ปี แต่ไม่เกิน ๖๐ ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ ๑๐๐% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน ๑,๒๐๐ บาท ต่อปี

การจ่ายเงินให้แก่สมาชิก มี ๒ กรณีคือ๑.กรณีที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ จะได้รับบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และ ผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว ไปตลอดอายุขัย และคืนเงินให้กับผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์ หากยังมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชี ของสมาชิกผู้นั้น

๒.กรณีที่สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ สมาชิกจะขอรับเงินสะสมและผลประโยชน์ ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้ โดยให้ขอรับได้เพียงครั้งเดียว ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจะจ่ายเป็น บำนาญให้สมาชิกเมื่ออายุครบ ๖๐ ปี ซึ่งในกรณีที่สมาชิกคงเงิน ไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วน จะนำเงินที่คงไว้นี้มาคำนวณจ่ายบำนาญด้วย

กรณีที่สมาชิกเปลี่ยนงานและทำให้สมาชิกได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางรายได้เพื่อการชราภาพตาม กฎหมายอื่นที่มีรัฐหรือนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุน หรือ อยู่ในระบบบำนาญใดๆ สมาชิกสามรถคงเงินไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไป โดยไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน และรัฐไม่ต้องจ่ายเงินสมทบให้

ทั้งนี้ รัฐบาลจะรับประกันให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการนำเงินสะสมและเงินสมทบไปลงทุนไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท ๑๒ เดือนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ ๕ แห่ง ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ประจำดังกล่าวในวันที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ ๖๐ ปี หรือเสียชีวิต

สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ ๑.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ ๒.ธนาคารออมสิน ทุกสาขาทั่วประเทศ ๓.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทุกสาขาทั่วประเทศ

หลักฐานการสมัคร บัตรประจำตัวประชาชน๖.ประเด็น "การส่งเสริมการออมในชุมชน" โดย ผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในพื้นที่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงมี แนวคิดในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างหนึ่ง เรียกว่า การระเบิดจากข้างใน คือ การพัฒนาชุมชนให้อยู่รอด พอมี พอกิน เข้มแข็ง และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน จากนั้น จึงขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เริ่มจากในระดับหมู่บ้าน ให้เป็นรูปธรรม โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ โดยกลุ่มออมทรัพย์ที่จะนำเสนอคือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โดยเริ่มการทดลองจัดตั้งกลุ่มการออมนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสตูล โดย เริ่มแรกนั้นปัญหาที่พบคือ ชาวบ้านขาดการรวมตัว ขาดการออม ขาดเงินทุนสำหรับการประกอบอาชีพ และพบปัญหาหนี้ นอกระบบเป็นจำนวนมาก จากปัญหาที่พบเหล่านั้น กรมการพัฒนาชุมชนได้ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อสอนการเรียนรู้และจัดตั้งกลุ่มและบริหารงานโดยคณะกรรมการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน และสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ของประเทศให้มีความเข้มแข็ง แล้วก็จะขยายผลในวงกว้างออกไปสู่ระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป

ตัวอย่างกลุ่มออมทรัพย์ที่กรมการพัฒนาชมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ส่งเสริมและสร้างวินัยการออมให้กับชุมชนที่ประสบความสำเร็จ คือ

๑.กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยการประหยัดทรัพย์แล้วนำมาสะสมทีละเล็กทีละน้อย เป็นประจำสม่ำเสมอ เรียกว่า "เงินสัจจะสะสม" เพื่อใช้เป็นทุนให้สมาชิกที่มีความจำเป็นกู้ยืมไปใช้ในการลงทุนประกอบอาชีพหรือเพื่อสวัสดิการของตนเองและครอบครัว

ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จำนวน ๒๖,๓๖๘ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน ๓,๘๓๒,๒๙๐ คน

และเงินสัจจะสะสม จำนวน ๓๐,๘๑๘.๔๙ ล้านบาท๒.กองทุนชุมชนหนุนเสริมสัมมาชีพ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับครัวเรือนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงมีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ จปฐ.

๓.ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบริหารจัดการหนี้ไปสู่ ๑ ครัวเรือน ๑ สัญญา มีเป้าหมายเพื่อเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการเงินทุนในหมู่บ้าน/ชุมชน ให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นเรื่องการจัดการไม่ได้เน้นเรื่องการรับฝากเงิน แต่เวลาดำเนินงานอาจมีกิจกรรมรับฝากเงินด้วย เจตนานำเงินไปบริหารจัดการกลุ่มไม่ได้มีเจตนาเพื่อนำไปให้กู้ยืม

ข้อสังเกต เนื่องจากกองทุนการออมของหมู่บ้านที่ กรมการพัฒนาชุมชนให้การดูแลสนับสนุนนั้น ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก หากกองทุนการออมแห่งชาติจะเข้าไปพัฒนาร่วมกัน จะเป็นผลดีต่อผู้สูงอายุและจะเป็นการส่งเสริมการออมอีกทางหนึ่ง

ข้อคิดเห็น "แรงงานนอกระบบกับการออมเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ (บำนาญ) ในวัยสูงอายุ" เป็น ข้อคิดเห็นจากวิทยากรได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีเป้าหมายการพัฒนา ประเทศภาพรวม คือ "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากร ธรรมชาติยั่งยืน" ซึ่งมีคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๖ ด้าน คือ ความมั่นคง การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาค ทางสังคม การสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง