คอลัมน์: รู้อะไรไม่สู้...รู้เรื่องเงิน: Passive Income กับ อิสรภาพทางการเงิน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561 00:00:42 น.
โดย จักรพงษ์ เมษพันธุ์
E-mail : moneycoach4thai@gmail.com

จนถึงทุกวันนี้ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงสับสนกับนิยามของ 2 คำ ฮิตในโลกการเงิน นั่นคือ PASSIVE INCOME กับ FINANCIAL FREEDOM มันเหมือน หรือต่าง หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ในฐานะที่พอจะรู้จักและเข้าใจ ผมอยากจะเล่านิยามและแบ่งปันมุมมองของสองคำนี้ให้ทุกท่านได้ฟังกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดสู่ความสำเร็จทางการเงินครับ

Passive Income หรือรายได้จากทรัพย์สิน หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการนำทรัพย์สินที่เราสร้างหรือครอบครอง ไปใช้ประโยชน์

อาทิ ธุรกิจให้กำไร อสังหาริมทรัพย์ให้ค่าเช่า ตราสารการเงิน (หุ้น พันธบัตร กองทุนรวม ฯลฯ) ให้เงินปันผล หรือดอกเบี้ย ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรให้ค่าลิขสิทธิ์หรือส่วนแบ่งกำไร เป็นต้น

รายได้จากทรัพย์สินนี้เป็นรายได้ที่อยู่ในรูป "กระแส เงินสด" ที่เราจะได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา ไม่ต้องทำงานทุกวัน เลือกเวลาทำงานได้ จัดสรรเวลาได้ (แต่ไม่ทำอะไรเลยแล้วได้เงิน ไม่มีนะครับ) ต่างจากรายได้ประเภท เงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่หยุดทำไม่ได้ หยุดทำก็จะไม่มีรายได้ (Active Income)

ตามนิยามของคนทั่วไปนั้น ว่ากันว่าคนเราถ้ามีรายได้จากทรัพย์สิน มากกว่ารายจ่ายรวมในแต่ละเดือนเมื่อไหร่ เราก็จะมีอิสระทางการเงินเมื่อนั้น

เช่น ถ้าเรามีรายจ่ายต่อเดือน 30,000 บาท หากเรามีคอนโดฯให้เช่า 1 หลัง เก็บค่าเช่าหักค่าผ่อนแล้วเหลือเดือนละ 10,000 บาท มีธุรกิจที่เราจ้างลูกจ้างทำงานให้ มีกำไรต่อเดือน เดือนละ 20,000 บาท แบบนี้เราก็จะถือว่ามีอิสรภาพทางการเงิน หรือ Financial Freedom ตามนิยามของกูรูทางการเงินส่วนใหญ่

แต่สำหรับผม Financial Freedom หรือ อิสรภาพทางการเงิน นั้น ผมให้ความหมายที่แตกต่างตามประสบการณ์ของตัวเองว่า มันคือ การมีชีวิตที่มีอิสระทางความคิด โดยไม่มี "เงิน" เป็นเครื่องพันธนาการ

ทำอะไร ตัดสินใจอะไร ไม่ต้องเอา "เงิน" เป็นตัวตั้ง ไม่เลือกทำบางงานเพราะได้เงินเยอะ เกี่ยงงานบางงานเพราะได้เงินน้อย หรือไม่ทำเลย ถ้าไม่ได้เงิน
เพราะหากคนเราถ้ายังหายใจเข้าออกเป็น เงิน เงิน เงิน . แล้วมันจะมีอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงได้อย่างไร

ด้วยเหตุของนิยามตามข้างต้น ทำให้ผมมองเห็นและเข้าใจได้ว่า โจทย์ที่แท้จริงของ Financial Freedom ก็คือ "ความคิด" ไม่ใช่เงิน หรือรายได้จากทรัพย์สิน

เพราะต่อให้คุณเป็นพนักงานประจำ แต่ถ้าคุณเลือก ทำงานนั้นด้วยตัวคุณเอง ทำงานด้วยใจรัก ด้วยความชอบ ไม่เบื่อ ไม่บ่น ทำงานสนุกทุกวันเหมือนไม่ได้ทำงาน มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำเกิน เงินเดือน แถมรายได้ก็ยังพอเก็บ พอกิน พอสะสม

แบบนี้ก็อาจเรียกได้ว่ามีอิสรภาพทางการเงินแบบไม่ต้อง มีเงินเยอะๆ หรือมีรายได้จากทรัพย์สินก็ได้เหมือนกัน (แต่มีก็น่าจะ ดีกว่าใช่มั้ย 555)

ตรงกันข้าม คนบางคนที่มีรายได้จากทรัพย์สิน แต่ทุกวัน ก็ยังคิดถึงแต่เงิน ทำอะไรก็ยังเอาเงินเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เงินก็ไม่ทำ แบบนี้ต่อให้มี passive income มากแค่ไหน ก็ยังถือว่า ไม่มี อิสรภาพทางการเงินอยู่วันยันค่ำ

ที่อธิบายมาข้างต้น ไม่ได้ต้องการคัดค้านหลักคิดทางการเงิน หรือตั้งเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องเงินๆ ทองๆ เพียงแต่อยากจะนำเสนอวิธีคิดว่า อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงนั้น ในความเป็นจริงแล้วอยู่ใกล้มากกว่าที่ใครหลายคนเข้าใจ

ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งลาออกจากงานประจำ มาเดินตามความฝันการเป็นนักเขียนการ์ตูนของตัวเอง แม้จะต้องเริ่มต้นจากความยากลำบาก แต่ด้วยใจรัก เขาก็สามารถทำสิ่งที่รักให้ กลายเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวได้

เริ่มต้นจากการเปิดร้านขายเสื้อที่เขาออกแบบเอง แม้จะ รายได้ไม่มากนัก แต่ก็พอเลี้ยงตัวได้สบาย แถมยังมีเวลามาเขียน การ์ตูนตามความฝันของตัวเอง

ปัจจุบันเขามีร้านขายเสื้อที่ออกแบบลายเอง 2 สาขา มีบ้านเช่า 1 หลัง และมีงานเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จ ถึงระดับรางวัลชมเชยจากการประกวดที่ประเทศญี่ปุ่น

เริ่มต้นจาก "ความคิด" ที่เป็น "อิสระ" หลุดให้พ้นจากพันธนาการปลอมๆ ที่สร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง นั่นคือ จุดเริ่มต้นของอิสรภาพทางการเงิน และความสุขที่แท้จริงของชีวิต

ลองปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการทางการเงิน แล้วใช้ "ใจ" นำทางดูบ้างนะครับ เราเรียนหนังสือกันมานาน จนเอะอะอะไร ก็ใช้แต่สมองหาเงินให้เยอะ มีทรัพย์สินให้แยะ . ต้องใช้สมองคิด

แต่หากอยากได้ชีวิตที่อิสระ และมีความสุข . ต้องใช้ใจครับ
เพราะอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงนั้น มองไม่เห็น ด้วยตา . แต่มองเห็นได้ด้วยความคิด
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง