คอลัมน์: รายงานพิเศษ: กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561 00:00:13 น.

จากกระแสในปัจจุบันความต้องการของประชากรโลกและของไทย หันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งความต้องการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวเป็นอาหาร หลักของคนไทยและประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้น จึงเป็นช่องทางอันดีของชาวนาไทยที่จะพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งกรมการข้าวส่งเสริมให้ชาวนามีการผลิตข้าวตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) มีพื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัด โดยในปีนี้มีเป้าหมายจำนวน 2,350 แปลง พื้นที่ 2.925 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,902 แปลง คิดเป็น 81% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 175,644 ราย พื้นที่ 2.433 ล้านไร่ แยกเป็นแปลงต่อเนื่อง 1,172 แปลง เกษตรกร 130,429 ราย พื้นที่ 1.796 ล้านไร่ และเป็นแปลงใหม่ 730 แปลง เกษตรกร 45,218 ราย พื้นที่ 636,306 ไร่

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้จัดอบรมองค์ความรู้และวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว จำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและการผสมพันธุ์ การใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการดินและปุ๋ยในแปลงนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การตรวจสอบรับรอง GAP ข้าว ภาวะผู้นำ Young Smart Farmer ด้านข้าว เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกรมการข้าวมีเป้าหมายผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ต้องได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP ครบทุกแปลง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ในการจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตข้าวคุณภาพจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ ในราคาที่สูงขึ้นตามมาตรฐาน เน้นการใช้ตลาดนำการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานข้าวไทยได้ในคราวเดียวกัน

ด้าน นายสมเดช วิรญะ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม ดำเนินการมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซึ่ง ถือเป็นแปลงแรกของจังหวัดสิงห์บุรี มีสมาชิกจำนวน 83 ราย พื้นที่รวม 2,120 ไร่ ด้านการผลิตสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 บางส่วนปลูกพันธุ์ กข แล้วแต่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่จะเน้นการผลิตข้าวโดยยึดหลักมาตรฐาน GAP ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วประมาณ 60 กว่าราย ในอนาคตอันใกล้ก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกรายจะผ่านการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ครบทุกแปลง เพราะการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP นอกจากเป็นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย จากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง พอเหมาะและใช้เท่าที่จำเป็น จึงมีความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร ผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อหันมาผลิตข้าว GAP คือ ต้นทุนการผลิตลดลง เกษตรกรนำข้าวที่ปลูกมาบริโภคเองได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือ รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงตลาด เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าว GAP จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านการทำ MOU กับโรงสีข้าวหรือผู้ประกอบการ รับซื้อข้าวตามราคาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง

โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างามจะมีกฎ ข้อบังคับอย่างหนึ่งว่าหากมีการประชุมอะไรสมาชิกต้องมาเข้าร่วม หากพบว่าสมาชิกรายใดไม่มาประชุมหรือไม่ให้ความสนใจทางกลุ่มจะตัดออกจากความเป็นสมาชิก เนื่องจากต้องการคนที่สนใจจริงๆ เพราะทางกลุ่มจะดูแลเกษตรกรสมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำคือตั้งแต่การปลูกข้าว จะมีกองทุนจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกพันธุ์ดีมาให้เกษตรกรได้ยืมใช้ มีปุ๋ยให้ใช้ หลังเก็บเกี่ยวเกษตรกรก็จะเอาทุนมาคืน โดยคิดเป็นข้าวปลูก 1 ถังต้องคืนเงินเพิ่ม 10 บาท หรือปุ๋ย 1 ลูกก็บวกเพิ่ม 10 บาท เพื่อนำเงินสะสมเข้ากองทุนกลุ่ม เป็นต้น

"พฤติกรรมของชาวนาที่นี่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ อย่างเช่น แต่ก่อนหากพบหนอนในแปลงนา ชาวนาก็จะไปร้านขายยา บอกว่าข้าวเป็นหนอนทางร้านก็จะจัดยามาให้ชาวนาก็ใช้ยาฆ่าหนอนเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการจัดการศัตรูข้าว จึงรู้ว่าควรจะใช้ยาอะไรหรือใช้ชีววิธี ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทางกลุ่มวางแผนไว้ว่า จะให้สมาชิกพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP ครบ 100% ก่อนที่จะคิดพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต" ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม กล่าวทิ้งท้าย

บรรยายใต้ภาพ
สมเดช วิรญะ
กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง