'โรฮิงญา'ปัญหาระดับโลกฟังมุมมอง'เมียนมา'ชี้แจงบ้าง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561 00:00:17 น.

"โรฮิงญา" (หรือบางแห่งก็เรียก "โรฮีนจา") เป็น 1 ในประเด็นที่ชาวโลกให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกระแสจากนานาชาติที่โจมตี ออง ซาน ซูจี 1 ในผู้นำรัฐบาลเมียนมา (พม่า) ด้วยการไล่ถอดถอนรางวัลเกียรติยศต่างๆ ที่เคยได้รับ ในฐานะวีรสตรีประชาธิปไตย รวมถึงเรียกร้อง ให้ยึดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคืนด้วยหากเป็นไปได้ หลังนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีคัดค้านนโยบายกวาดล้างชาวโรฮิงญาของรัฐบาลรวมถึงกองทัพเมียนมา

เช่นเดียวกับทางรัฐบาลและกองทัพเมียนมาเองก็กำลังถูกกดดันจาก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น - UN) ด้วยการเผยแพร่รายงานที่ระบุว่าการขับไล่กวาดล้างชาวโรฮิงญาในเมียนมากระทำอย่างเป็นระบบ มีการเผาที่อยู่อาศัย ฆ่าและข่มขืน จนมีผู้ลี้ภัยหนีไปอยู่ในบังกลาเทศ เพื่อนบ้านทางตะวันตกของเมียนมานับแสนคน พร้อมกับเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ที่ผ่านมา "เมื่อกล่าวถึงประเด็นโรฮิงญา ผู้คนไม่ว่าในไทยรวมถึงทั่วโลกมักจะได้รับ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อค่ายชาติตะวันตก" อังกฤษบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง หรือสื่อจากประเทศตะวันออกกลางบ้าง "แต่ไม่ค่อยจะ ได้รับฟังมุมมองจากฝั่งเมียนมาเท่าใดนัก" ทำให้คณะตัวแทนรัฐบาลเมียนมา จึงขอชี้แจง เรื่องที่เกิดขึ้นผ่านทางคณะสื่อมวลชนไทย ณ สถาบันการต่างประเทศถนัดคอมันตร์ ชั้น 14 อาคารมโนรม ถ.พระราม 4 คลองเตย กทม. เมื่อ 15 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา

Gen. Hla Htay Win, Ex Joint Chiefs of Staff Army Navy Air Force, Parliament Member Upper House กล่าวว่า เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแคว้นยะไข่หรือ อาระกัน (Rakhine or Arakan) ทางตะวันตก ของเมียนมาที่ติดกับบังกลาเทศนั้น มาจากการ กระทำของ "ARSA" (Arakan Rohingya Salvation Army) อันเป็น "กลุ่มก่อความ ไม่สงบ-ก่อการร้ายของชาวเบงกาลี" ซึ่ง คำว่าเบงกาลีก็คือคำเรียกชาวโรฮิงญาของ ชาวเมียนมา

กลุ่ม ARSA มีหัวหน้าคือ Ata Ullah  "เคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา- บังกลาเทศ หาแนวร่วมเป็นชาวเบงกาลีที่อยู่ในพื้นที่ของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีแกนนำย่อยๆ ลงไปเป็นผู้นำศาสนาอิสลาม และมีรายงานว่าได้รับการ สนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มก่อการร้ายระดับโลก อย่าง "กลุ่มรัฐอิสลาม" (ISIS) ที่เคลื่อนไหว อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ตัวอย่างหนึ่งของยุทธวิธีกลุ่ม ARSA เกิดขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันเดียว กับที่โลกได้รับรู้ถึงปฏิบัติการโจมตีป้อมตำรวจ หลายแห่งของกลุ่มดังกล่าว โดยมีการบุกเข้าไปฆ่าคนในหมู่บ้านแล้วป้ายสีว่าเป็นฝีมือกองทัพ เมียนมา พร้อมกับลักพาตัวผู้หญิงในหมู่บ้านจำนวน 8 คน ข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศเพื่อบังคับให้เปลี่ยนศาสนา กระทั่งทั้ง 8 คนได้รับความ ช่วยเหลือจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดูและพากลับ มาส่งยังฝั่งเมียนมาในเวลาต่อมา ซึ่งคนเหล่านี้ สามารถชี้จุดฝั่งศพเหยื่อได้ถูกต้อง

"มีผู้เชี่ยวชาญประมาณ 200 คน มาฝึกสอนการประกอบระเบิด มีการปลูกฝัง ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิงหรือเด็กให้ทำจีฮัด (Jihad : สงครามศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่มาฝึกสอนนั้น มีอดีตทหารจากอัฟกานิสถาน และอิรักรวมอยู่ด้วย ส่วนเด็กกับผู้หญิงจะถูก ใช้เป็นเกราะกำบังในการก่อการร้าย" Gen.  Hla Htay Win กล่าวถึงกลุ่ม ARSA

คำถามต่อมา "ทำไมเมียนมาไม่อาจยอมรับโรฮิงญาหรือเบงกาลี?" เรื่องนี้ทาง Lt.General Wai Lwin, Ex Defence Minister, Member Central Executive Committee U.S.D.P  ระบุว่า ตามกฎหมายของเมียนมา "ชาวเบงกาลีที่เข้ามาหลังปี 2367 ไม่สามารถได้รับสัญชาติเมียนมาได้" ด้วยเหตุที่ "กลุ่มชาติพันธุ์ พื้นเมืองดั้งเดิมในเมียนมา 8 กลุ่มใหญ่ หรือ 130 กลุ่มย่อย แต่ในจำนวนนี้ไม่มีชาวโรฮิงญา หรือเบงกาลี เพราะชนกลุ่มนี้ถูกอังกฤษนำพาเข้ามาหลังปี 2367 (ค.ศ.1824) เมื่อครั้งอังกฤษเข้ายึดครองเมียนมา" ซึ่งอยู่ติดกับภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังกลาเทศ

อังกฤษนั้นยึดครองภูมิภาคเอเชียใต้ อยู่แล้วก่อนหน้านี้ และเมื่อยึดเมียนมาได้ก็ผนวกเข้าเป็นดินแดนเดียวกันในนาม "บริติชอินเดีย" (British-India)โดยหลักฐานที่ชี้ว่าอังกฤษโยกย้ายชาวโรฮิงญาจากเอเชียใต้เข้ามาบนแผ่นดินเมียนมาเพื่อเป็นแรงงานในภาคเกษตร เห็นได้จากในปี 2412 (ค.ศ.1869) ที่ คลองสุเอซ (Suez Canal) อันเป็นทางลัดจากทวีปเอเชียไปยังทวีปยุโรปถูกสร้างเสร็จ ณ ดินแดนที่เป็นประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน พื้นที่แคว้นยะไข่ ก็สามารถส่งออกข้าวไปยังยุโรปเพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้อังกฤษเองก็บันทึกไว้

จากนั้นในปี 2491 (ค.ศ.1948) ที่เมียนมา ได้รับเอกราชจากอังกฤษ มีความพยายาม แบ่งแยกดินแดนในแคว้นยะไข่ออกไปจาก เมียนมาแต่ไม่สำเร็จ "โดยในช่วงแรกๆ นั้น กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเรียกตนเองว่าชาวเบงกาลี ที่อาศัยในแคว้นยะไข่ ยังไม่ใช้คำว่าโรฮิงญา" กระทั่งมาปรากฏอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้จากฝีมือ กลุ่ม ARSA ดังนั้นรัฐบาลและกองทัพเมียนมาจึงต้องทำอย่างเต็มที่ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประเทศถูกแบ่งแยก

อีกประเด็นที่ชาวไทยและชาวโลกมัก ได้ยินเสมอ คือนโยบาย "ยกเลิกการมีตัวตนของชาวโรฮิงญาในเมียนมา" ไม่ให้สิทธิ์ใดๆ แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐานในการดำรงชีวิต อันเป็นการบีบคั้นไปในตัวว่าหากไม่อพยพออกไปจาก แผ่นดินเมียนมาก็ต้องกลายเป็นแนวร่วมกลุ่ม ติดดอาวุธซึ่งเสี่ยงกับการถูกปราบปราม เรื่องนี้ Col.Maung Maung Nyien, Member Union Joint Cease fire, monitoring committee  ยืนยันว่า "ไม่เป็นความจริง" แต่อย่างใด

โดยปัจจุบันชาวโรฮิงญา หรือที่ทางการเมียนมาเรียกว่าชาวเบงกาลีนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่มานานและไม่เกี่ยวข้องกับเหตุก่อความไม่สงบ ในพื้นที่ จะได้การรับรองสถานะความเป็นพลเมือง หรือได้สัญชาติเมียนมา กับ กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ รอการพิสูจน์ระยะเวลาการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งกลุ่มนี้ มีเป็นจำนวนมากและไม่ได้สัญชาติเมียนมาแต่ถึงกระนั้นก็ยังได้บัตรรับรองการมีตัวตน ในทะเบียนราษฎร์ มีสิทธิ์ในการทำงาน การถือครองทรัพย์สิน รวมถึงเด็กๆ ก็สามารถเข้าเรียนหนังสือได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต่างชาติมักเข้าใจว่า "ชาวเมียนมาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จึงไม่ชอบผู้นับถือศาสนาอิสลาม" ทำให้เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างคนทั้ง 2 ศาสนา อยู่เนืองๆ ประเด็นนี้ Col.Maung Maung Nyien ก็ยืนยันว่า "ไม่จริงอีกเช่นกัน" เพราะที่ผ่านมาผู้คนในเมียนมาไม่ว่าจะนับถือพุทธหรืออิสลามต่างก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เว้นก็แต่กลุ่มก่อการร้าย ชาวเบงกาลีเท่านั้นที่พยายามปลูกฝังเด็กๆ ชาว เบงกาลีให้เกลียดชังชาวเมียนมา

"โรงเรียนของเบงกาลีจะอยู่ในมัสยิด ไม่ค่อยจะสอนสิ่งที่เป็นวิชาการ กลับสอน แต่การทหารตั้งแต่เด็ก เรื่องจีฮัดอย่างเดียว มีการให้ถืออาวุธ ทำการล้างสมองโดยบอกให้เกลียดและต้องฆ่าคนพม่า สอนว่านี่คือประเทศของโรฮิงญาไม่ใช่ประเทศเมียนมา เขาพูดอยู่ซ้ำๆ แบบนี้" Col.Maung Maung Nyien ระบุ

ทั้งหมดนี้เป็นคำชี้แจงจากตัวแทนรัฐบาลเมียนมาซึ่งก็เป็นอีกมุมมองที่ต้องรับฟัง โดยเฉพาะ ประเด็นที่เหตุใดทางการเมียนมารวมถึงประชาชน จึงไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาหรือเบงกาลี ถึงกระนั้น  หากนับตั้งแต่ปี 2467 เป็นต้นมา ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าแม้จะเป็นคนนอกที่มากับอดีต  เจ้าอาณานิคม แต่ระยะเวลาที่คนเหล่านี้อยู่กันก็ ไม่ใช่น้อยๆ โดยอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะครบ 200 ปี พอดี คำถามคือแล้วจะทำอย่างไร?

ท้ายที่สุดปัญหาโรฮิงญาคงไม่ใช่เรื่องที่จะโยนให้เมียนมาแบบรับภาระเพียงชาติเดียว แต่คงเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกควรเข้ามาร่วมหาทางออก โดยเฉพาะอดีตเจ้าอาณานิคมที่ได้ทิ้งบาดแผลและความเจ็บปวดให้กับ 2 ชนชาติ ไว้นั้นก็ไม่ควรหนีความรับผิดชอบจากสิ่งที่ตนเคยก่อด้วย!!!

เรื่องนี้โปรดใช้วิจารณญาณ : ปัญหาชาวโรฮิงญา (โรฮีนจาหรือเบงกาลี) ในแคว้นยะไข่ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนเมียนมา-บังกลาเทศ มีผู้ ตั้งข้อสังเกตไว้หลายเรื่อง บ้างก็เป็นที่คุ้นหูคนทั่วไป เช่น เป้าหมายของกลุ่ม ARSA ที่ต้องการแบ่งแยกแคว้นยะไข่ออกไปตั้งเป็นประเทศของ ชาวโรฮิงญา หรือกลุ่ม ISIS ต้องการขยายพื้นที่รัฐอิสลามบริสุทธิ์ไป ทั่วโลกและแคว้นยะไข่ของเมียนมา ที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก ก็เป็น 1 ในดินแดนเป้าหมาย

แต่บางเรื่องก็ดูจะเป็นทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ที่ฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปลกๆ เช่น มีชาวบังกลาเทศบางส่วนฝันอยาก ขยายดินแดนประเทศของตนให้กว้างใหญ่ขึ้น เรียกว่า "Greater Bangladesh" โดยต้องการแคว้นยะไข่ (Rakhine) ของเมียนมา รวมถึงรัฐเมฆาลัย (Meghalaya) ตริปุระ (Tripura) อัสสัม (Assam) มิโซรัม (Mizoram) และนาคาแลนด์ (Nagaland) ของอินเดียไปรวมกับดินแดนของบังกลาเทศในปัจจุบัน

หรือกรณีความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก (Climate Change) ที่ทำให้บังกลาเทศประสบอุทกภัยบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น อีกทั้ง ระดับน้ำทะเลยังเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงจำนวนประชากรที่หนาแน่นเมื่อเทียบกับ พื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้ นำไปสู่ความพยายามออกไปหาดินแดน เพิ่มเติมในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและอินเดีย ที่ต่างก็มีรายงานชาวบังกลาเทศอยู่ในประเทศของตนอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก หรือมีการตั้งข้อสังเกตว่าเมียนมากลายเป็นสนามประลองกำลังของ 2 มหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นต้น

บรรยายใต้ภาพ

Ata Ullah หัวหน้ากลุ่ม "ARSA" (Arakan Rohingya Salvation Army) ซึ่งทางการเมียนมาระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายมุ่งแบ่งแยกแควันยะไข่ไปตั้งประเทศของชาวโรฮิงญาหรือเบงกาลี

แควันยะไข่ (Rakhine) ของเมียนมา ที่เกิดกรณีเหตุรุนแรงกับชาวโรฮิงญา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง