คอลัมน์บทความพิเศษ: อนาคตประชาธิปไตย-เศรษฐกิจ-การเมืองหลังการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ข่าวทั่วไป 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และอดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย วันรัฐธรรมนูญประจำ ปีนี้ (หรือเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา)...ประเทศ เรามีรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างโดย คณะบุคคลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารพร้อมกับยังคงคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวนมากมายที่ขัดกับเนื้อหาหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ สะท้อนว่า ประเทศนี้ ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญและไม่มีนิติรัฐ รัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาสูงสุด ก็ไม่ได้มาจากประชาชน ไทยจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียนได้หากเรามีระบอบประชาธิปไตยที่มีความ ต่อเนื่องมั่นคง หลังทศวรรษแห่งความขัดแย้งและความเสื่อมถอย เราควรช่วยกันสถาปนาระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ตามแนวคิดของท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ประชาธิปไตยสมบูรณ์อันประกอบไปด้วย ประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตประชาธิปไตย

อนาคตประชาธิปไตย เศรษฐกิจการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง "หากไม่มีการจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ทำให้การเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง การเลือกตั้ง จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่สร้างความชอบธรรมให้กับการสืบทอดอำนาจของคณะ เผด็จการ คสช. เท่านั้น และเปลี่ยนผ่านประเทศจากระบอบรัฐประหารสู่ระบอบกึ่งประชาธิปไตย" ขณะนี้มีการตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เสรีและมีการแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นธรรม

มีข้อสงสัยมากขึ้นตามลำดับถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) นำไปสู่การวิตกกังวลว่าจะมี การบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน การโกงการเลือกตั้งทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง หรือไม่ ก่อนการเลือกตั้ง การออกแบบระบบเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างบิดเบี้ยวทำให้ ไม่สามารถสะท้อนเสียงของประชาชนได้อย่างแท้จริง มีการจัดการเลือกตั้งที่ก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนหรือขึ้นอยู่กับตัวแปร บางส่วน ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่สิ่งที่ผู้ถืออำนาจรัฐและ กกต. ทำได้ คือการจัดการเลือกตั้งให้เสรีและ เป็นธรรม เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการลดปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในอนาคต ทั้งที่โดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยนั้นมีศักยภาพที่จะ พัฒนาสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในระยะเวลา 15-20 ปี หากไม่มีวิกฤตการณ์ทางการเมือง หลังการเลือกตั้ง

"อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดการ เลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายสืบทอดอำนาจของ คสช. และมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบเดือนพฤษภาคม 2535 และมีโอกาสจะเกิดรัฐประหารได้อีก และขอพยากรณ์หากสถานการณ์พัฒนาไปสู่สภาวะ ที่ไม่พึงประสงค์เช่นนั้น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้น ของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยประเทศจะเข้าสู่ทศวรรษแห่งความถดถอยอีกรอบหนึ่ง"

ความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจของไทยเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน แม้นเป็นเรื่องที่แก้ไขยากและต้องใช้เวลา แต่ระบอบประชาธิปไตยจะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าระบอบเผด็จการอำนาจนิยม เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยจะทำให้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรมีการกระจายตัว มีการตรวจสอบถ่วงดุล

"ความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ หลังการเลือกตั้งการเมืองไทยจะยังไม่ เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นเพียงระบอบกึ่งประชาธิปไตยภายใต้กติกาสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ภายใต้วุฒิสภาและองค์กร อิสระที่ยังไม่ยึดโยงกับประชาชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน"

หากต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอันเป็นหลักประกัน พื้นฐานต่อความมั่นคงและความก้าวหน้าของประเทศ, หลักประกันพื้นฐานต่อสิทธิเสรีภาพ, สิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิตของประชาชน ความยุติธรรมและหลักการปกครองโดยกฎหมาย (นิติรัฐ) สังคมไทยและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการดังต่อไปนี้ ผมในฐานะรองประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ จึงขอเรียกร้องผู้มีอำนาจรัฐ คสช. รัฐบาล กกต. ดังต่อไปนี้

1.สังคมไทยต้องเรียกร้องให้ คสช. ทบทวนแผนการสืบทอดอำนาจ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่การล้มรัฐธรรมนูญฉบับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ "ขอให้หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจเสียและควรปล่อยให้กลไกการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซงและสร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองต่างๆที่แข่งขันกัน" ในการเลือกตั้งหาก คสช. ละวางจากอำนาจและปล่อยให้บ้านเมืองพัฒนาไปตามภาวะปกติโดยไม่เข้ามาแทรกแซง ความเสี่ยง ของการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะลดลงอย่างมาก

2.ขอเรียกร้องผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.-ระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบเขต) และต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่ถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง คือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. และมาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้นำประเทศยึดโยงกับประชาชนโดยตรงและมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงอันเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

เรามีการกำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2517 หลังเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีวีรชนประชาธิปไตยต้องเสียสละชีวิต และอีกครั้งเมื่อ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ในวันที่ 12 กันยายน 2535 หลังการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งเกิดความรุนแรงและการสูญเสียเลือดเนื้อ และเราได้ยึดถือหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนและเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาอย่างต่อเนื่อง

"ในรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากสภา ผู้แทนราษฎรเพียงแค่อยู่ในบัญชีรายชื่อ เสนอตัวเป็นนายกฯ โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคด้วย เป็นการกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนและผู้นำประเทศมีความเชื่อมโยงกันลดลงจนไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า นายกฯ มาจากการเลือกของประชาชนเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนแบบผสมนี้ใช้บัตรใบเดียวในการเลือก สส. เขต เลือกพรรคการเมือง และเลือก นายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อ"

ในกรณีที่ประชาชนต้องการสนับสนุนผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี จะรู้ได้อย่างไรว่า ประชาชนเลือกใครกันแน่ใน 3 รายชื่อ ที่พรรคการเมืองเสนอ "อีกทั้งเมื่อมีการกำหนดบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ประชาชนไม่ได้มีส่วนในการเลือกผู้นำประเทศอย่างแท้จริง" อันเป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

3.ขอให้ กกต. จัดพิมพ์โลโก้ (ตราสัญลักษณ์) และชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การ เพียงแค่เลือก สส. แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศผ่านการเลือกพรรคการเมือง "การที่ กกต. จะกำหนดให้บัตรเลือกตั้งไม่มีโลโก้และชื่อพรรคสร้างความสับสนในการเลือกตั้ง" เพิ่มเติมเข้าไปอีก

จากเดิมที่มี "การกำหนดให้ผู้สมัครพรรคเดียวกันในแต่ละเขตเลือกตั้งเป็นคน ละเบอร์กันอีกก็สร้างความยุ่งยากและสับสนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่แล้ว" และลดบทบาทความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง หากบัตรเลือกตั้งไม่มีชื่อพรรคและไม่มีโลโก้พรรคการเมือง อาจเป็นการวางแผนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยตั้งใจ ซึ่ง กกต. ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นด้วย

"การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นแผนการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยการทำให้การเลือกตั้งดูสับสน ยุ่งยากและอัปลักษณ์ด้วยความตั้งใจของผู้มีอำนาจหรือไม่?" และทำให้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับ คสช. อ่อนแอลง ในที่สุดจะก่อให้เกิดการ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและนำมาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนเลย

4.ต้องปลดล็อกพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถชี้แจงนโยบาย ได้อย่างเต็มที่ โดยยกเลิกคำสั่งที่ปิดกั้นเสรีภาพและขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม มีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องแสดงเจตจำนงในการรณรงค์หาเสียงและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ 5.คืนความเป็นธรรมให้กับคดีทางการเมืองทั้งหลาย ยกเลิกการดำเนินคดีกับประชาชนที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งและหยุดการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ

6.ต้องจัดการเลือกตั้งอย่างสุจริตโปร่งใส เสรี และเป็นธรรม สามารถตรวจสอบ ข้อมูลและผลการเลือกตั้งได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ หากเกิดความไม่มั่นใจอย่างกว้างขวางว่าระบบการเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และเชิญองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกมาร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งหรือร่วมจัดการเลือกตั้ง

7.เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบกึ่งประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้ง เกิดบรรทัดฐานที่ถูกต้อง มี ธรรมาภิบาล และเป็นพื้นฐานต่อการ พัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบในอนาคต "แกนนำ คสช. ที่ต้องการทำงานทางการเมืองต่อ (สืบทอดอำนาจ) ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เข้าสู่การเสนอตัวแข่งขันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรมกับพรรคการเมืองต่างๆ และต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง" เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการเลือกตั้งมีความเป็นกลาง เป็นธรรมและไม่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

8.กกต. ควรสนับสนุนองค์กรภาค ประชาชนร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันสอดส่องไม่ให้มีการทุจริตหรือโกงการเลือกตั้ง 9.เมื่อปรากฏผลการเลือกตั้งแล้ว การเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน โดยให้ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีบทบาท ขณะที่ สว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ต้องวางตัวเป็นกลางและงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างเจตนารมณ์ของประชาชนกับความต้องการของ คสช. ซึ่งอาจนำมาสู่วิกฤติทาง การเมืองได้

และ 10.เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่ง มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วให้มีการจัดลงประชามติว่าสมควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารในมาตราหรือเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ รวมทั้งถามประชาชนด้วยว่าควรจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือไม่ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติและแนวทางการปฏิรูปประเทศเกิดจากการเปิดกว้างในการมี ส่วนร่วมของประชาชน

หากผู้มีอำนาจและทุกภาคส่วนช่วยกันดำเนินการขับเคลื่อนตามข้อเรียกร้องข้างต้น จะทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในอนาคต ลดความเสี่ยงในการเกิดการเลือกตั้งสกปรกและเกิดการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง บ้านเมืองจะได้มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพ นำไปสู่ความก้าวหน้า รุ่งเรือง ของประเทศ สันติสุข ความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขอให้ผู้มีอำนาจอย่าได้ทำลายโอกาสและความหวังของประชาชน และ อย่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน จึงขอเรียกร้อง ให้ผู้มีอำนาจละวางจากอำนาจ หยุดการ สืบทอดอำนาจ เพื่อเห็นแก่ความเป็นปึกแผ่นและความสงบสุขของบ้านเมือง!!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ