'ตัวชี้วัดความยั่งยืนชุมชนมั่นพัฒนา'คู่มือใช้'ศาสตร์พระราชา'ให้เกิดผล

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2561 00:00:23 น.

"ศาสตร์พระราชา" เป็นคำเรียกองค์ความรู้ที่รวบรวมจากพระราชกรณียกิจของ "ในหลวงรัชกาลที่ 9" พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด ห้วงเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ผ่านโครงการ ในพระราชดำริซึ่งล้วนมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน จนองค์การสหประชาชาติ (UN) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ในปี 2549 และในปี 2559 เมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้ยกย่องพระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวไทยและชาวโลก

ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนในประเทศไทยมักจัดทำโครงการโดยอ้างถึงศาสตร์พระราชาอยู่เสมอไม่ว่าในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจพอเพียง" กลายเป็นถ้อยคำที่พบได้ในแทบทุกโครงการและแทบทุกพื้นที่ "แต่สิ่งที่ยังขาดคือตัวชี้วัดผลอย่างเป็นรูปธรรม" เพื่อจะติดตามว่ามีสิ่งไหนควรปรับปรุงแก้ไข หรือสิ่งไหนควรทำเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ "ชุมชนเข้มแข็ง-พึ่งพาตนเองได้" อย่างแท้จริง

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนา "ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน และตัวชี้วัดความยั่งยืนชุมชนมั่นพัฒนา" ณ รร.สุโขทัย ย่านสาทร กรุงเทพฯ ว่า ศาสตร์พระราชาเป็นศาสตร์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้แนวทางการดำรงชีวิต การประพฤติปฏิบัติ และการบริหารจัดการโครงการพัฒนาที่มีความลุ่มลึก รอบด้าน และเป็นองค์รวม โดยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการยอมรับในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม "การศึกษาศาสตร์ พระราชาในเชิงปริมาณยังมีไม่มากนัก" โดยเฉพาะ การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์พระราชา กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตัวชี้วัดนี้ใช้ในการติดตามว่าประชาชนน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้มากน้อยเพียงใด รวมถึงนำเสนอศาสตร์พระราชาต่อประชาคมโลกในฐานะที่เป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

สมชัย กล่าวต่อไปถึง "โครงการสำรวจคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนตาม หลักเศรษฐกิจพอเพียง" อันเป็นการเก็บข้อมูล  ทั้งนอกเขตและในเขตเทศบาล ทั่วประเทศ รวม 85,080 ครัวเรือน ระหว่างเดือนเม.ย.-ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา "การให้คะแนนมีตั้งแต่ 0-100 ถ้าได้ 100 คะแนน หมายถึงปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาเต็มที่" ซึ่งผลตัวชี้วัดการปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา ภาคอีสานได้ 65 คะแนน ภาคเหนือ ได้ 64.1 คะแนน ภาคใต้ 60.8 คะแนน กรุงเทพฯ 60.5 คะแนน ภาคกลาง 57.9 คะแนน อีกทั้งยังพบว่านอกเขต เทศบาลคะแนนมากกว่าในเขตเทศบาล

นอกจากนี้ยังพบว่า "คนไทยทำตามศาสตร์พระราชาในหมวดรอบคอบระมัดระวังมากที่สุด 79.4 คะแนน" รองลงมาคือความเพียร และพอประมาณ ส่วน "ความซื่อสัตย์คะแนนน้อยสุด 50.8 คะแนน" จากผลการศึกษานี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า การประพฤติปฏิบัติของ คนไทยตามแนวทางศาสตร์พระราชายังไม่เต็มร้อย งานวิจัยนี้บอกองค์ประกอบย่อยได้ เช่น ความซื่อสัตย์ ต้องสร้างความตระหนักมากขึ้น แล้วยังมีปัญหาการมีภูมิคุ้มกันคะแนนไม่ดีนัก ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำเรื่องนี้มาก

"ส่วนของคะแนนการแบ่งปันและ ช่วยเหลือ ในภาคกลางและกรุงเทพฯได้ต่ำมาก เพียง 45 คะแนน หรือไม่ถึงครึ่ง สะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนและหมู่บ้าน ฉะนั้นการส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯปรับปรุงพฤติกรรมให้ช่วยเหลือผู้อื่นก็สำคัญ ความสามัคคีคะแนนก็ไม่ดี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก คนในชุมชนห่างเหินกัน จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมศาสตร์พระราชาระดับประเทศ ภาค จังหวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก" สมชัย ยกตัวอย่าง

ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI ยังเสนอแนะด้วยว่า การทำโครงการศาสตร์ พระราชา พวกหมู่บ้านพอเพียง อาจไม่ประสบความสำเร็จทุกแห่งเสมอไป เพราะมีหลายโครงการความตั้งใจดีตอนเริ่มต้น แต่เมื่อดำเนินโครงการไป ไม่ตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่เห็นผลสำเร็จ ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไข และย้ำว่าอย่าปิดโครงการที่ไม่ประสบผลสำเร็จนั้น เพราะนั่นคือการสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน

ด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธาน TDRI  กล่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงแก้ปัญหา การผลิต แก้เรื่องดินและน้ำที่ไม่เพียงพอ ทรงตระหนักความสำคัญเรื่องค่านิยม ทัศนคติที่ถูกต้องของประชาชนทุกระดับ ตลอดจนชุมชน และสังคมโดยรวม นี่คือต้นกำเนิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทรงชี้แนะหนทางสำเร็จ ซึ่งคณะนักเศรษฐศาสตร์ของ TDRI พยายามสร้างเครื่องมือตรวจวัดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงอยากเห็นทุกภาคส่วนนำไปใช้งาน และขับเคลื่อนแนวทางพระราชดำริให้เป็นกระแสหลัก

"การเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 หรือสืบสานพระราชปณิธานใช้เพียงความรักและศรัทธาไม่เพียงพอ แต่ควรศึกษาแนวทางพระราชดำริและหลักการทรงงานให้กระจ่าง สร้างกระบวนการทบทวนเพื่อให้มีประสิทธิผลที่สุด มีตัวอย่างโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เป็นโอกาสดีกับการทบทวน ปรับปรุง อย่างไรก็ตาม จะสืบสานศาสตร์ พระราชาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความร่วมมือ เป็นหัวใจสำคัญ" ประธาน TDRI กล่าว

ขณะที่ กาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ผลการศึกษาและตัวชี้ที่ TDRI พัฒนาขึ้นมา สามารถใช้บอกเล่าในประชาคมโลก สื่อสารให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าใจผลลัพธ์ การทำตามศาสตร์พระราชาที่สร้างความสุข นำไปสู่ การพึ่งพาตนเอง เดิมต่างชาติรับรู้แนวทาง พระราชดำริผ่านเรื่องราวชุมชนที่ศรัทธาในศาสตร์ พระราชา แต่ตอนนี้มีตัวชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนว่าใกล้ถึงเป้าหมายหรือยัง

"ที่ผ่านมากระทรวงต่างประเทศมี โครงการสนับสนุนแนวทางศาสตร์พระราชา ในต่างแดน ดังนั้นจะนำตัวชี้วัดนี้ไปใช้งานอย่าง แน่นอน เพราะปัจจุบันการวัดความเติบโตจาก เวทีโลกด้วยจีดีพี (GDP - ผลิตภัณฑ์มวลรวม เชยมาก หลายประเทศพัฒนาตัวชี้วัดความสุขตามแนวทางตนเอง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงนำไปปฏิบัติให้ เกิดผล และอยากขยายให้ประเทศอื่นที่สนใจนำไปปรับใช้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าว

ท้ายที่สุดแม้คณะผู้ออกแบบตัวชี้วัดจะย้ำว่า "ไม่คาดหวังให้เป็นแนวทางหลัก (Mainstream) ของการวัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่มีลักษณะเป็นมาตรการทางเลือก (Alternative Measure) มากกว่า" คล้ายกับ ดัชนีชี้วัดความสุขของภูฏาน (GNH) ที่เริ่มพัฒนา มาตั้งแต่ปี 2553 และมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ จนถึงปัจจุบัน แต่ก็เชื่อว่า "ตัวชี้วัดความยั่งยืนชุมชนมั่นพัฒนา (Sustainability Community Indicators-SCIs)" นี้จะมีบทบาทสำคัญในฐานะดัชนีวัดผลการดำเนินโครงการตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่แสดงถึงความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนของชุมชน

ทั้งในด้านกายภาพ จิตใจ และวัฒนธรรม จากการน้อมนำแนวทางดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปต่อยอดปรับปรุงโครงการที่น้อมนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และได้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น!!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง