คอลัมน์: ทันโลกทันเหตุการณ์ กับแพทยสภา: การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram)

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2561 00:00:48 น.
พญ.เกวลิน รังษิณาภรณ์ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย

โรคมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรีเป็นอันดับแรก ของประเทศไทย และทั่วโลกโดยพบมากในสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้น ไปมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการแสดง จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจค้นหาด้วยการคลำเต้านม และตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า การตรวจแมมโมแกรม

การตรวจแมมโมแกรม เป็นการตรวจทางรังสีชนิดหนึ่ง คล้ายกับการเอกซเรย์ เครื่องตรวจแมมโมแกรม จะเป็นเครื่องมือเฉพาะ ที่ใช้รังสีในปริมาณน้อยถ่ายภาพเต้านมในลักษณะที่เต้านมถูกกดให้แบนราบ ให้เนื้อเต้านมกระจายตัวออก ทำให้เห็นความผิดปกติได้ชัดเจนขึ้น และลดปริมาณรังสีที่จะได้รับ

ในการตรวจแมมโมแกรม โดยทั่วไป จะถ่ายรูปเต้านม ด้านละ 2 รูป โดยการบีบเนื้อนมเข้าหากัน และถ่ายรูปจาก ด้านบน และด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป รวมการตรวจแมมโมแกรม ในระบบมาตรฐาน 4 รูป ในกรณีที่พบจุดสงสัย อาจมีการถ่ายรูปเพิ่ม หรือ ขยายรูป เพื่อให้เกิดความชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนการตรวจแมมโมแกรม- ควรหลีกเลี่ยงการตรวจแมมโมแกรมในช่วงสัปดาห์ก่อนที่ มีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่หน้าอกคัดตึงและขยาย อาจช่วย ให้เจ็บหน้าอกน้อยลงและถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ดีขึ้น

- แนะนำให้ตรวจหลังมีประจำเดือน 7-10 วัน- ผู้ที่มีการเสริมหน้าอกต้องแจ้งผู้ตรวจล่วงหน้าว่ามีการเสริมหน้าอก
- ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนก่อนการเอกซเรย์บริเวณเต้านม

- ไม่ควรฉีดน้ำหอม ทาโลชั่น แป้ง หรือโรลออนใดๆ บริเวณระหว่างช่วงแขนลงไปจนถึงหน้าอกก่อนการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความคาดเคลื่อนในการถ่ายภาพได้

- ในกรณีที่มีการตรวจแมมโมแกรมในสถานพยาบาลหรือ โรงพยาบาลแห่งใหม่ ควรมีการขอแฟ้มประวัติการตรวจ แมมโมแกรมเดิมไปให้แห่งใหม่ เพื่อการเปรียบเทียบผลการตรวจ ที่แม่นยำ

ข้อห้ามในการตรวจแมมโมแกรมหญิงตั้งครรภ์หรือมีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจแมมโมแกรม เนื่องจากขั้นตอน การตรวจที่ทำให้ร่างกายได้รับรังสี แม้ว่าระดับรังสีจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีโอกาสกระทบต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ จึงควรมีการแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

ข้อจำกัดของการตรวจแมมโมแกรมเนื่องจากเนื้อเยื่อภายในเต้านมของผู้หญิงมีความหนาแน่น ที่แตกต่างกัน ตามกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ และอายุ คนที่เนื้อเต้านมหนาแน่นมาก อาจทำให้บดบังก้อนมะเร็ง หรือมองเห็นผิดพลาด จากเนื้อดีกลายเป็นมะเร็งได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้มีการตรวจ ด้วยวิธีการอัลตราซาวนด์ควบคู่กับแมมโมแกรม เพื่อให้ ชัดเจนขึ้น

การตรวจแมมโมแกรมควรทำเมื่อไร?- การตรวจแมมโมแกรมสำหรับคนทั่วไปแนะนำให้ทำเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป โดยทำปีละครั้ง
- แต่ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีกรรมพันธุ์มะเร็งเต้านม ในครอบครัว ควรเริ่มต้นค้นหาเร็วกว่าปกติ 5-10 ปี
การตรวจแมมโมแกรมมีอันตรายหรือไม่?การตรวจแมมโมแกรมมีรังสีในปริมาณน้อย ในระดับที่ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด

ทำอัลตราซาวนด์แทนแมมโมแกรมได้หรือไม่?สิ่งที่แมมโมแกรมสามารถตรวจพบ และดีกว่าการตรวจวิธีอื่น ก็คือ สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม ซึ่งในบางครั้งมะเร็ง เต้านม อาจมีขนาดเล็กมาก คลำก็ไม่พบ ตรวจอัลตราซาวนด์ก็ไม่พบ สามารถตรวจพบได้เฉพาะในการตรวจแมมโมแกรมเท่านั้น

ดังนั้น แมมโมแกรม จึงมีประโยชน์ในการตรวจหามะเร็งเต้านมขนาดเล็ก และเป็นวิธีค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นที่ เป็นมาตรฐานทั่วโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง