ชีวิตลิขิตเพลง 'ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี' ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2562 00:00:18 น.
กุหลาบสีเงิน

เห็นหน้าค่าตา...หลายคนอาจสงสัยว่า เขาคือใคร? แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวีคนในวงการเพลงเป็นต้องร้อง อ๋อ! ยิ่งถ้าบอกว่าเขาคือผู้ประพันธ์เพลงดังอย่าง เธอ...ผู้ไม่แพ้, วิมานดิน, ลมหนาว, หากันจนเจอ ฯลฯ เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักผลงานเพลงจากปลายปากกาของเขาจากวันนั้นจนวันนี้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมและบ่มเพาะมาอย่างยาวนาน ต้นได้เปิดบริษัททำเพลงเป็นของตัวเอง เพื่อทำงานที่รักเกี่ยวกับดนตรีในหลากหลาย รูปแบบ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างไรบ้าง วันนี้ "สตาร์เรโทร"ค้นทุกแง่มุมชีวิตของเขามาเล่าให้ฟัง

ย้อนวันวาน เส้นทางนักแต่งเพลง

ทุกอย่างมาด้วยตัวของมันเองครับ ความทรงจำที่ไกลที่สุดที่จำได้คือ น่าจะจบ ป.5 พอดี ตอนนั้นผมนั่งอยู่หลังบ้านที่ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จู่ๆ ผมก็ฮัมทำนองขึ้นมาเอง จากการได้ยินเพลงลูกทุ่ง แล้วแต่งขึ้นมาเอง บวกกับว่าพี่ชายก็มีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พอผมไปเห็น ก็เลยหัดเล่น เปิดหนังสือจับคอร์ดเองเลย พอเล่นไปได้สัก 2-3 เดือน ก็เริ่มมีทำนอง ที่เราอยากได้ยิน เริ่มใส่เนื้อลงไป เพราะฉะนั้นผมจะมีเพลงที่แต่งเก็บไว้สมัยเด็กๆ ประมาณ 40-50 เพลงได้ คือเราก็แต่งของเราเองนี่แหละ แล้วชีวิตผมก็อยู่กับเสียงเพลงเยอะมากเพราะว่าผมเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้สดต่างจังหวัด ทำให้ผมได้เดินทางบ่อยมาก แล้วการเดินทางไปที่ต่างๆ เราก็มีโอกาสฟังเพลงเยอะมาก ตั้งแต่เพลงลูกทุ่งที่คนขับรถเปิด พอไปถึงจังหวัดไหนก็จะได้ยินเพลงของพื้นที่นั้นๆ แล้วพี่ชายแต่ละคนก็ชอบฟังเพลงที่แตกต่างกันออกไปด้วย ก็จะได้ยินมาหมดทุกแนว แล้วผมเองก็ชอบฟังเพลงของวงชาตรี เพราะฉะนั้นเลยเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่าง ประสบการณ์จากครอบครัวนี่แหละ ไปไหนก็จะมีเพลงฟังตลอด แล้วฟังบ่อยด้วย ฟังวนไปวนมา ทำให้ผมมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพลงเยอะ ใครอยากจะรู้ชีวิตผมแบบละเอียดมากขึ้น ต้องลองฟังเพลงชื่อ "นักเดินทาง" ที่ผมแต่งไว้ เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลง ของผม

ค่อยๆ เติบโตในโลกดนตรี

ผมทำเหมือนเด็กทั่วๆ ไป คืออัดเทปส่งไปตามค่ายเพลงต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนะ แต่ว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมอะไรง่าย ถึงได้แต่งเพลง "เธอ...ผู้ไม่แพ้" ของพี่เบิร์ด คือ ไม่ค่อยยอมแพ้อะไรง่ายๆ (ยิ้ม) คิดในใจเสมอว่าคนที่จะมาบอกเราว่าเพลงใช้ได้หรือไม่ได้ ในความคิดของผมตอนนั้น มีอยู่สองคน พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ และพี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค เพราะเป็นไอดอลของเรา ในวันนั้นที่ได้เข้าไปแกรมมี่ เราก็คิดแล้วว่าจะทำยังไงให้เดโม่ที่ เราแต่งเอง ไปถึงหูถึงตาพี่เขาสองคน ก็เลยไปดักเจอพี่เต๋อ ที่หน้าห้องอัดศรีสยาม พอเจอ พี่เต๋อเขาก็บอกว่าให้เอาไปฝากที่เลขาฯ เพราะไว้ที่เขา เดี๋ยวเขาลืม แต่เดี๋ยวเขากลับไปฟังให้ ผมก็ฝากไว้ที่เลขาฯ แต่พอโทร.ไปเช็ค ก็ยังไม่มีการฟัง เพราะพี่เต๋อก็คงมีเรื่องวุ่นวายมากมาย ต้องรับผิดชอบ เลยไปหาพี่ดี้ แล้วบังเอิญผมเปิดสมุดโทรศัพท์เจอเบอร์โทร.พี่เขา (หัวเราะ) โทร.ไปหาแกตอนแปดโมงเช้า แล้วเป็นช่วงที่ พี่ดี้ต้องการคนมาทำงานเพิ่มอยู่พอดี เขาก็นัดเจอเรา และให้การบ้านมาทำทุกอาทิตย์ สอนเรา ปรับทัศนคติวิธีคิดวิธีการแต่งเพลงเป็นยังไง ก็จะไม่เหมือนตอนที่เราแต่งเองมาแบบดิบๆ แต่งมาจากชีวิตเราเอง พอมาตอนนี้เราก็คิดว่าถ้าเป็นศิลปินคนนี้ เราจะเขียนเรื่องอะไรให้เขา ผมก็ใช้เวลา 6 เดือน ในการไปเรียนรู้และส่งงานจนเขาเห็นว่าเราทำงานได้ ก็ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่แกรมมี่ในเดือนพฤษภาคม 2533

เรียนรู้ขั้นพื้นฐานกับปรมาจารย์ชั้นครู

ตอนแรกที่เข้าไปทำงานในแกรมมี่ คือทำในฐานะคนเขียนคำร้องก่อน แต่ว่า พอเข้าไปแล้วทางบริษัทเขาก็คงมองว่า จริงๆ แล้ว เราก็มีบุคลากรที่มีความสามารถ ทางด้านดนตรีอยู่ ก็มาช่วยสอนให้ความรู้ ให้กับน้องใหม่ที่เข้ามาทำงาน ครูที่สอนทฤษฎีดนตรีให้กับผมก็คือ พี่นิ่ม สีฟ้า และคนที่นั่ง เรียนอยู่ด้วยกันคือ จักราวุธ แสวงผล, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ก็มานั่งเรียนด้วยกัน อ่านโน้ตกัน เรียนทฤษฎีดนตรี แล้วก็มีการสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างความรู้ ที่ผมได้มาจากภาคดนตรีจริงๆ เกิดขึ้นใน แกรมมี่ นี่แหละครับ

เพลงแรกในชีวิต

เป็นเพลงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ เป็นเพลงแรกที่เกิดขึ้นจากการแต่งของเราเอง ตอนที่เรียน ปวช.3 อายุประมาณ 17-18 ปี ชื่อเพลง "ผู้หญิง" ของ อิ๋ว-พิมพ์โพยม เรืองโรจน์ ค่าย RS สมัยนั้นเพื่อนผมเป็นคนเอาไปเสนอ แล้วเขาก็รับเงินแทนผม เข้ากระเป๋าเขาเรียบร้อย (หัวเราะ) แต่ยังดีว่าเซ็นสัญญา ซื้อ-ขายในชื่อผม (หัวเราะ) พอเพลงปล่อยออกไป ก็มีคนบอกว่าจะเอาไปนำเสนอทำเป็นวง และผมก็ได้ฟังเพลงนี้ในวิทยุ ดีใจมากครับ จาก ตรงนั้นทำให้ผมมั่นใจว่าผมสามารถเป็น นักแต่งเพลงได้ เพราะเพลงเราออกอากาศแล้ว ส่วนเพลงแรกที่แต่งให้กับทางแกรมมี่ คือ "อย่าบอกกัน" ของ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร หลังจากนั้นก็มีต่อมาเรื่อยๆ ครับ เรียกว่าเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ นักร้องแกรมมี่แทบทุกคนจะต้องมีเพลงของผมรวมอยู่ในอัลบั้ม

ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมยังไม่เคยมีความรู้สึกที่ประสบความสำเร็จ เท่ากับวันแรกที่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุมที่แกรมมี่ วันนั้นเดินเข้าไปในห้องประชุม มี พี่เต๋อ, คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม, นิติพงษ์ ห่อนาค, นิ่ม สีฟ้า, ชาตรี คงสุวรรณ, อภิไชย เย็นพูนสุข, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา, อรรณพ จันสุตะ, ประชา พงศ์สุพัฒน์, จาตุรนต์ เอมซ์บุตร และอีกเยอะมาก ทุกคน เป็นไอดอลของคนที่ฟังเพลงของแกรมมี่ หรือถ้าจะพูดว่าเป็นขวัญใจคนเบื้องหลัง นักแต่งเพลงทั้งประเทศก็ว่าได้ แล้วตอนนั้นผมก็อายุเพิ่ง 22-23 ปี เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมร่วมกับพี่ๆ เขา ผมรู้สึกว่าวันนั้นเหมือนความฝัน คือเป็นไปได้ยังไง (หัวเราะ) เราเคยเห็นชื่อพี่ๆ เขาอยู่บนปกเทป ปกซีดี เหมือนเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ต้องสวัสดีทุกคน แล้วก็วันเวลาก็ผ่านไป กลายเป็นว่าวันนี้เราก็ต้องรับไหว้คนอื่นบ้าง

วันที่ต้องเดินจากแกรมมี่

ตอนนั้นที่ออกมาก็ด้วยความคิดที่ว่า ณ เวลานั้น พอพี่เต๋อเสียไปแล้ว นโยบายในการทำธุรกิจดนตรีของแกรมมี่ก็เปลี่ยนไป ผมก็คิดว่าในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมก็ขอออกมาทำอะไรที่ตัวเองสบายใจดีกว่า ก็ออกมาเป็นนักแต่งเพลงอิสระตั้งแต่ปีที่ 2544

ปฏิเสธค่ายเพลงดัง

พอออกจากแกรมมี่ ก็มีคนชวนไปนั่งทำงานค่ายเพลงอยู่ประมาณ 3 ราย ซึ่งล้วนแต่มีสตางค์ทั้งสิ้น เขาพร้อมที่จะเสนอเงินเดือน เป็นในลักษณะของ MD แต่ผมเป็นคนที่มีความคิดไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ คือผมคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันอยู่ที่ความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ ตัวเองรัก นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม เพราะฉะนั้นผมก็เลยปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น แล้วก็ขอเลือกเป็นนักแต่งเพลงอิสระ ที่มีชีวิตแบบลุ่มๆ ดอนๆ ดีกว่า (หัวเราะ) ไม่ต้องเข้าไปนั่งประชุม ไปยุ่งเกี่ยวกับตัวเลข อยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ ท่ามกลางสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกัน ซึ่งมันหลากหลาย ซึ่งผมคิดว่านั่งทำงานที่บ้าน นั่งเล่นกับแมว รดน้ำต้นไม้ ที่บ้านอย่างนี้มีความสุขกว่า

ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของนักแต่งเพลงอิสระ

ผมใช้คำว่าลุ่มๆ ดอนๆ นี้ได้เต็มปาก เพราะว่าตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ที่มีเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ถ้าใช้สำนวนไทยโบราณ คือผีซ้ำด้ำพลอย พอเศรษฐกิจแย่ปุ๊บ ช่วงนั้นก็จะมีเรื่องของซีดีเถื่อนเข้ามา แล้วก็ตามมาติดๆ ด้วย MP3 การเข้ามาของสิ่งเหล่านี้ ทำให้คนดนตรี ธุรกิจดนตรียังปรับตัวไม่ทัน ณ วันนั้น และถึงแม้ว่าวันนี้ล่วงเลยมาจนกี่ปีแล้วก็ตาม ก็ยังปรับตัวกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาตอบแทนให้คนทำงาน แต่ที่พวกเราอยู่รอดกันมาได้ ที่ผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเราทำงานเป็นCorporate ซึ่งก็อาจจะมีตัวเลขจากลูกค้าที่เขายินดีจ่ายสำหรับการที่จะซื้อฝีไม้ลายมือของ สุรักษ์ สุขเสวี เพราะฉะนั้นผมเลยอยู่ได้ แล้วก็มีแต่งเพลงเล็กๆ น้อยๆ บ้างให้กับคนสนิทในวงการ พรรคพวกเพื่อนฝูง ซึ่งก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไร จะมีคนที่ใช้บริการผมอยู่เรื่อยๆ เลยคือ โก้ Mr.Saxman

ยังไฟแรง พร้อมแต่งเพลงใหม่

ผมจะมีความไฮเปอร์อยู่นิดๆ อยากจะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แต่งเพลง ดีเจ หรือพ่อค้า สิ่งเหล่านี้เป็นความฝันของผมหมดเลย แต่ว่าพอได้เข้ามาแต่งเพลงจริงๆ แล้ว ด้วยความที่ว่าพี่เต๋อ-เรวัต ได้จัดระบบ ระเบียบ ในการที่จะจ่ายค่าตอบแทนให้ ทำให้พวกเราดูแลชีวิตตัวเองกันได้อย่างดี เพราะว่าช่วงที่ ผมเข้าไปทำงานเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวงการเพลง เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ดีอย่างที่เราตั้งใจไว้ ความฝันที่สองที่สาม อย่างดีเจ พ่อค้า ก็ดับไปเลย เพราะตอนนั้นยิ่งเขียน ยิ่งมัน แล้วผมจะบอกว่าถึงวันนี้นะ อายุขึ้นเลข 5 แล้ว ในขณะที่นักแต่งเพลงบางคนก็เริ่ม เฟดตัวเองไปแล้ว ผมกลับรู้สึกตรงกันข้าม ตอนนี้เรากำลังคึกเลย กำลังกลมกล่อม สิ่งที่หล่อหลอมเข้ามาในความคิดของเราตอนนี้เหมือนสั่งได้ เพราะฉะนั้นผมยังมีเพลงป๊อป ที่อยากเขียนเป็น 100 ถามว่ายังไม่หมดไฟเหรอ จะบอกว่า คำว่าหมดไฟห่างกันคนละขั้วเลย ตอนนี้ไฟลุกเลยครับ

ผลงานที่ผลิตออกมาโดยไม่มีข้อแม้ใด

ถ้าจะมีข้อแม้ก็คือบางที 15-16 ปี หลังจากออกมาจากแกรมมี่ มันก็คือเป็นการ Corporate ส่วนใหญ่ คือทำเป็นเพลงบริษัท เพลงองค์กร เอกชน ภาครัฐ มหาวิทยาลัย มันก็จะมีโจทย์ของมัน อย่างของ กพ. ผมก็แต่งเพลง "จำขึ้นใจ" ให้เป็นเพลงของข้าราชการพลเรือนทั้งประเทศ ก็จะมีหลากหลายออกไป บางบริษัทก็เป็นบริษัทขายตรง คือทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะไม่แมสแบบเดิม ที่เป็นเพลง พี่เบิร์ด หรือ นันทิดา เอาไปร้องอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่ว่าเราก็ยังได้รับเกียรติเวลาไปที่ไหนแล้วเขารู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ทุกคนก็จะให้เกียรติเราเสมอแค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ

ทำหนังสือ เพิ่มคุณค่าให้กับเพลง

ที่ทำหนังสือ "ชีวิตลิขิตเพลง" เริ่มมาจากความคิดที่ว่าผมทำงานอยู่แกรมมี่ประมาณ 11 ปี และอยู่ข้างนอกอีกประมาณ 15-16 ปี ก็จะ มีเพลงอยู่จำนวนหนึ่งที่คนไม่รู้ว่าผมแต่งไว้ แล้วก็ในทางทักษะของการแต่งเพลง ผมมองว่า เป็นเพลงที่มีสกิลที่น่าสนใจ แล้วคนก็ไม่ค่อยรู้ เราก็เลยเอาเพลงเหล่านี้ มารวมกับผลงานที่เรา แต่งกับแกรมมี่ด้วย ออกมาเป็นหนังสือเล่มใหม่ แล้วก็เล่าเรื่องราวต่างๆ โดยคัดเลือกจากเพลง ของแกรมมี่มา 45 เพลง มาบวกกับที่เราออกมา ทำงานอิสระอีก 15 ปี ก็เท่ากับ 15 เพลง รวมเป็น 60 เพลง เพื่อบอกเล่าถึงที่มาและแรงบันดาลใจ ความคิดในการเขียนเพลงแต่ละเพลงใน 60 เพลงนี้ เพื่อหวังว่าจะเพิ่มคุณค่าให้กับเพลง แล้วก็เป็นความรู้ทางอ้อมให้กับคนเขียนเพลงด้วย เพราะก็จะมีเรื่องของการแต่งเพลงอยู่ด้วย

ผลงานแห่งชีวิต

ในความคิดแรกของผม คือผมเป็นคนที่มองถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเรา คือเราเกิดมาแล้ว พูดง่ายๆ จะตายวันไหนไม่รู้ ผมก็เลยคิดว่าผมอยากจะมีผลงานแห่งชีวิตของผม รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ 60 เพลง ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ผมไม่ได้คัดเลือกจาก เพลงดังทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่คัดเลือกมาจาก สิ่งที่ผมอยากจะเขียน อยากจะเล่า บอกอะไร ที่เป็นสาระบันเทิงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ฉะนั้นคุณค่าของมันก็คือ ถ้าในวันที่ผมยังอยู่ มันก็ยังจะสร้างความสุขให้กับคนได้ เวลาเดินทางไปไหนมาไหน ก็จะได้เห็นคุณค่าของมัน แต่ว่าในวันที่ผมตายไป หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นตัวแทน เป็นกาย เป็นวิญญาณ ของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักแต่งเพลงอาชีพ เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้คือ ผลงานแห่งชีวิตของผม ทั้งที่ยังอยู่และตอนที่ตายไปแล้ว

ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์

ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อ ประมาณเดือนพฤษภาคมและมาจบเสร็จที่ กลางพฤศจิกายน ใน 60 เพลงของหนังสือ เล่มนี้ จะมีประมาณ 44 เพลง เป็นงานที่ผมเคยเขียนในหนังสือสองเล่มมาแล้ว แต่ว่าผมเอา มารีไรท์ใหม่ ซึ่งรีไรท์เยอะมาก แล้วยังมีเพลงใหม่ด้วย ประมาณ 6-7 เพลง ที่ผมยังไม่ได้ เผยแพร่ที่ไหน ก็อยากให้ทุกคนลองซื้อ อ่านดู ราคาก็ถูกมาก 290 บาท พร้อมมีซีดี เพลงด้วย 60 เพลง คุ้มแน่นอน เราทำเอง ผลิตเอง และขายเอง ผ่านเฟซบุ๊คของผม SURAKSUKSAEWEE ครับ

เป้าหมายต่อไปของชีวิต

ผมตั้งใจไว้ว่าปีนี้ 2562 เป็นต้นไป จะมีค่ายอินดี้อย่างเป็นทางการของตนเอง เพื่อ จะทำเพลงป๊อป ชื่อ "บางรัก เรคคอร์ด" ซึ่ง คำว่า บางรัก ซ่อนคำว่า รักษ์ ไว้ด้วย แต่เขียนว่า บางรัก โดยค่ายเพลงของผมจะมีพนักงานแค่คนเดียว คือผม เพราะสมัยนี้ก็จะใช้ฟรีแลนด์กันเป็นส่วนใหญ่ ใครมีศักยภาพในการทำเพลงก็ทำ ไม่ใช่ฟอร์แมตแบบเก่าแล้ว ก็มารอดูว่าจะมีผลงานอะไรยังไง ออกไปสู่วงการเพลงไทย และผมก็ตั้งใจว่าเพลงจากหนังสือเล่มนี้ ที่มันเรียง 60 เพลงจากปีที่ผมเข้าทำงาน ปีแรก 2533 และมาจบที่ปี 2561 ก็คือ 60 เพลง พอดีฉะนั้นเพลงที่ 60 จะเป็นเพลงแรกที่ผม ตั้งใจว่าจะเปิดตัวค่าย บางรัก เรคคอร์ด ขับร้องโดยศิลปินที่ไม่ได้ดังมากอะไร แต่อยากให้ลองรอติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ

ความฝันเกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกวัย แต่ก่อนที่จะถามหาความสำเร็จ ในบั้นปลาย เส้นทางชีวิตของ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี ได้สอนให้เราเรียนรู้ว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราได้เริ่ม...ลงมือทำ!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง