'Street Food'แผงลอยริมทาง'ที่ฝากท้องคนเมือง'แม้ไม่ถูกยอมรับ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 15 มกราคม 2562 00:00:38 น.

"ฝันที่เป็นจริงเป็นรายการ ที่ออกอากาศตั้งแต่ปี 2531-2538 รายการก็จะไปหาคนจนคนลำบากมีจุดอับของชีวิต แล้วก็ฝันอยากทำกิจการอะไรสักอย่างเพื่อที่จะพ้นจากความทุกข์ยากนั้น ในรายการจะเอาคนที่เดือดร้อนมาแล้วก็มีละครที่เล่า ทุกข์ของคนคนนั้น มันไม่ไหวแล้ว โดนรังแก หนี้ก็มี ลูกก็ป่วยพ่อก็ลำบากผัวก็ทิ้ง ฝันที่เป็นจริงจึงซ้อนกันระหว่างละครกับโอกาสในชีวิตจริงของคนจน ฝันอันต่ำต้อยของเขาคือการได้รถเข็นสักคันหนึ่งจากรายการ"

เรื่องเล่าจาก ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานเสวนา "หาบเร่แผงลอยอาหาร ทางเลือกของอีสานพลัดถิ่น" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ "Bangkok Street Food Symposium & Our Footpath Our Voices เสียงจากทางเท้า เรื่องเล่าของคนทำกิน : Opening Ceremony" ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงรายการโทรทัศน์ "ฝันที่เป็นจริง" ที่เคยได้รับความนิยมมากในยุคหนึ่ง

ซึ่งในช่วงนั้น "หาบเร่แผงลอย" หรือการค้าขายบนทางเท้ายังเป็นส่วนหนึ่ง ของวิถีชีวิตคนกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยไม่ถูกรังเกียจเดียดฉันท์มากนัก รายการฝันที่เป็นจริงยุคแรกออกอากาศ ทุกบ่ายวันอาทิตย์ ต่อมาเมื่อ "เรตติ้งดี" จึงเพิ่มเวลาออกอากาศในบ่ายวันเสาร์ด้วย "แสดงว่าเวลานั้นมีคนลำบากอยู่เยอะหรือไม่?" กระทั่งลาจอไปช่วงปลายปี 2538 แต่ประเด็นนี้ไม่อาจฟันธง ได้ว่าเป็นเพราะรายการถึงจุดอิ่มตัว หรือเพราะคนไทยมีฐานะดีขึ้นเพราะปลายทศวรรษที่ 2530s เศรษฐกิจไทยโตแบบก้าวกระโดด ก่อนทุกอย่างจะล่มสลายในปี 2540 ด้วยวิกฤติต้มยำกุ้ง

ก่อนจะพูดถึงแนวคิด "กวาดล้างแผงลอย" ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อาจารย์บัณฑิต เล่าถึงดินแดนในอุดมคติหากพูดถึงความสะอาดและเป็นระเบียบนั่นคือ ญี่ปุ่น ซึ่งหากย้อนไปเมื่อกว่ากึ่งศตวรรษก่อนหน้า แดนอาทิตย์อุทัยก็เคยมีร้านรถเข็นขายข้างถนนเช่นกัน ใน จำนวนนี้ที่ขึ้นชื่อมากอยู่ที่เมือง ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เรียกว่า "ยะไต (Yatai)" แปลว่า "รถอาหาร" ขายของกินประเภท เส้นบะหมี่และมีเบียร์ให้ดื่ม ยะไตแม้จะได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น แต่รัฐบาลมีมุมมองในแง่ลบคืออาหารไม่สะอาดและทำให้เมืองดูรก

"ยะไตไม่ได้มาแบบบังเอิญ แต่มันมาจากผู้อพยพย้ายถิ่น โดยเฉพาะ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นแพ้ (ปี 2488) เกิดภาวะขาดแคลนข้าว แป้งเลยถูกแนะนำและกลายเป็นวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารประเภทบะหมี่ ทำให้ยะไตขยายตัวมาก ยะไตเป็นกระดูก สันหลังของอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย มากกว่าอาหารญี่ปุ่นที่เรารู้จักอยู่ทุกวันนี้ หากคุณกลับไปในยุคหลังสงคราม คุณจะเห็นอาหารยะไตที่หลากหลาย พอสมควร" อาจารย์บัณฑิต กล่าว

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เล่าต่อไปว่า "การกำจัดร้านรถเข็นข้างถนนของญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อแดนอาทิตย์อุทัยได้เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ อย่างโอลิมปิกในปี 2507" โดยมีกรุงโตเกียวเป็นเมืองหลัก รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลในการดำเนินมาตรการว่า 1.ควบคุม ความสะอาดของอาหารได้ยาก 2.น่าอับอายเพราะเป็นสัญลักษณ์ของความขาดแคลนและยากจน 3.เป็นเศรษฐกิจ นอกระบบที่เกี่ยวข้องกับ "ยากูซ่า" อันเป็น ชื่อเรียกกลุ่มแก๊งที่ประกอบธุรกิจ ผิดกฎหมายต่างๆ ในสังคมญี่ปุ่น

นอกจากนี้หากเจาะจงไปที่ กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ยังมีปัญหาทับซ้อนอีกอย่างคือ "คนโตเกียวมีทัศนคติในแง่ลบกับคนที่อพยพมาจากเมืองหรือจังหวัดอื่นๆ" ซึ่งเมื่อ รัฐบาลญี่ปุ่นเอาจริงเรื่องกำจัดร้าน รถเข็นยะไต ผู้ค้าในเมืองฟุกุโอกะจึง รวมตัวกันเป็นสมาคม ทั้งนี้ "จำนวนร้านยะไตมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ" ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ 1.ระเบียบว่าด้วยใบอนุญาตที่ห้ามขายหรือโอนให้ผู้อื่นนอกจากทายาท กับ 2.คนรุ่นเก่าเลิกไปตามสังขารที่ร่วงโรยส่วนคนรุ่นใหม่ก็ไม่สืบทอดกิจการของพ่อแม่เพราะเป็นงานเหนื่อยและยุ่งยาก

"กระบวนการที่ทำให้เกิดยะไตคือ Modernization (การพัฒนาให้ทันสมัย) แต่ Modernization เป็นการทำลายยะไตในปัจจุบัน ลองเทียบเคียงกับบ้านเรา ถ้าเราบอกว่าการพัฒนา ให้ทันสมัยมันผลักดันให้คนจาก ต่างจังหวัดมาอยู่ในเมือง แน่นอน คนต่างจังหวัดก็ต้องการอาหารในรสชาติแบบเดิม บรรยากาศแบบเดิม การเกิดขึ้นของอาหารข้างถนนมันขึ้นอยู่กับถิ่นฐานที่อพยพเข้ามา เมืองมัน เปลี่ยนไปแต่ก็ต้องไปลืมว่าที่เมือง มันขยายได้อย่างนี้ก็เพราะมีอาหาร ข้างถนน" อาจารย์บัณฑิต ระบุ

จากญี่ปุ่นย้อนกลับมาดูเมืองไทย อาจารย์บัณฑิต เล่าถึง "ท่าช้าง- ท่าพระจันทร์" ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวในยุคอดีตเคยมีการค้าขายอย่างคึกคักด้วยความเป็น "ชุมทาง" ทั้งทางบกมีรถเมล์ผ่านหลายสาย และทางน้ำที่เชื่อมกับคลองบางกอกน้อยยาวไปจนถึง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกษตรกรจึงนำวัตถุดิบมาขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าได้ แต่ ทุกอย่างสิ้นสุดลงราวปี 2534-2535 เมื่อทางการขับไล่ผู้ค้าทั้งหมดแล้ว ปูกระเบื้องอย่างดีพร้อมติดโคมไฟหวังให้คนเดิน

เรื่องน่าสนใจในเวลานั้น "เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์- มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมตัวประท้วงไม่เห็นด้วยกับการไล่ผู้ค้าออกจากท่าช้าง-ท่าพระจันทร์ คนใจร้าย จำนวนหนึ่งกล่าวหาว่านักศึกษา พวกนี้กลัวอด กลัวไม่มีของกินอย่างที่เคยกินจึงต้องออกมาประท้วง" คำถามคือ "การไล่รื้อครั้งนั้นคุ้มหรือไม่?" เพราะเกษตรกรที่เคยมีรายได้ก็เสีย ช่องทางนั้นไป

"ยังไม่ต้องนับการพยายามสร้างเมืองเก่าในที่ใหม่ เราจะเห็น หลายๆ แห่งไปไล่ชาวบ้านออก มีทุนใหญ่ มาซื้อ แล้วพยายามจะสร้างย่าน การค้าขึ้นมา จำลองการค้าย้อนยุค ตลาดแปลกๆ แถวริมคลองผดุงกรุงเกษม เวลาผู้ใหญ่จะไปก็เกณฑ์กันมาทีหนึ่ง คนที่กินก็มีแต่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่แถวนั้นเอง ไม่มีชาวบ้าน หรือนักท่องเที่ยวน้อยรายที่จะหลงไปตรงนั้น แล้วก็กลายเป็นตลาดนัดดาดๆ ที่มีของเหมือนๆ กัน ไปไหนก็จะเจอของคล้ายๆ กัน ทำให้ภาพลักษณ์ของ Street Food (อาหารข้างทาง) ของไทยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า" อาจารย์บัณฑิต ยกตัวอย่าง

นักวิชาการจากสำนักสามย่าน ผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า "ผู้มีอำนาจในรัฐไทยมองหาบเร่แผงลอยเป็นปัญหา แทนที่จะมองว่าช่วยพยุงเมืองให้อยู่ได้" ซึ่งก็มีคำถามว่า "การจัดการเมืองควรคิดถึง ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ด้วยหรือไม่?" อันหมายถึงการมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ สามารถหา รับประทานได้สะดวกไม่ต้องเดินทางลำบาก อาหารมีความสะอาดและมีราคาที่คนระดับฐานรากเข้าถึงได้ ดังนั้น "แนวทางที่เหมาะสมคือการส่งเสริมมาตรฐานอาหาร พร้อมจัดพื้นที่และเวลาขายให้สอดคล้องกับจังหวะของเมือง" ไม่ใช่การกำจัดขับไล่

ประเด็นต่อมา "ภาครัฐมักคิดว่า ผู้ค้าข้างถนนควบคุมยาก ขณะที่ ประชาชนบางส่วนก็เห็นว่าทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อเป็นประชากรแฝงไม่ใช่ คนมีภูมิลำเนากรุงเทพฯ จึงไม่ควรไป ช่วยเหลือ" เรื่องนี้ อาจารย์บัณฑิต ให้ความเห็น 1.กรณีควบคุมผู้ค้ายาก ต้องบอกว่า "ไม่จริง" ถ้าภาครัฐจะทำก็ทำได้ "แต่ละเขตย่อมมีข้อมูลอยู่แล้ว" ว่ามีจุดค้าขายกี่จุด มีผู้ค้ากี่คนเป็นใครบ้าง "เอาขึ้นบนดินไม่ใช่เรื่องยาก คำถามคือจะทำหรือไม่? หรือจะเลือก ปล่อยให้เป็นพื้นที่สีเทาที่มีบางคน บางกลุ่มได้ประโยชน์" จากการใช้ดุลพินิจ

2.กรณีประชากรแฝงกับประชากรที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ เรื่องนี้อยากชวนให้คิด "ในเมื่อความเจริญกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียว ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาแสวงหาโอกาสในชีวิตที่นี่ ดังนั้นการบริหารจัดการเมืองต้องเข้าใจความเป็นจริงของคนทุกกลุ่มที่อยู่ในเมือง" และเช่นเดียวกับผู้ค้าแผงลอย หากรัฐจะเก็บข้อมูลประชากรแฝงก็ทำได้ เพราะทุกเขตมีข้อมูลห้องเช่ารายเดือนประเภทต่างๆ อยู่แล้ว จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างเพียงกรณีห้องเช่ารายวันเท่านั้น

สุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ "ทัศนคติของคนชั้นกลาง (โดยเฉพาะ กลางค่อนบน) ที่มองว่าหาบเร่แผงลอย เป็นปัญหาของเมือง จึงสนับสนุนนโยบายของภาครัฐจัดการผู้ค้าแผงลอย ในลักษณะกวาดล้าง" โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ร่วมกับ กทม. ซึ่งฝ่ายรัฐ มักอ้างเสมอว่าประชาชนพอใจและ เห็นด้วย เรื่องนี้ อาจารย์บัณฑิต ฝากข้อคิดว่า "อาหารข้างถนนทำให้ค่าครองชีพในเมืองไม่สูงจนเกินรับไหว" เนื่องจากค่าแรงเฉลี่ยของคนไทยก็ไม่ได้สูงอะไรนัก

"ถ้าไม่มีร้านเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะคนจน คนชั้นกลางก็อยู่ไม่ได้ เพียงแต่มายาคติในการพัฒนาเมืองมันทำให้เราคิดว่าเมืองต้องสะอาดเรียบร้อย แต่เราลืมไปว่าภายใต้ความเป็นเมืองมันมีส่วนว่าถ้าเราจะจัดการมันไม่ควร จะจัดการแบบที่เราทำอยู่ขณะนี้ การไล่รื้อมันไม่ใช่คำตอบ ทำไมไม่ถาม คนซื้อหาบเร่แผงลอยแต่ละย่านว่า เขาต้องการอะไร? แล้วเสน่ห์ของอาหารไทยอาหารข้างทาง เราทำลาย คนเหล่านี้ออกจากพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว แล้วจะให้นักท่องเที่ยวไปกินอะไร? สิ่งที่เราโฆษณาว่ามีอาหารข้างทาง เราแก้ปัญหาความไม่สวยของภูมิทัศน์แต่เราทำลายเรื่องหนึ่ง

ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Hypocrite (เกลียดตัวกินไข่) คุณบอกไม่กินๆ แต่หิวก็ซื้ออยู่ดี แล้วเงินเดือนคนชั้นกลางหมื่นกว่าบาท ผ่อนคอนโดฯ เท่าไหร่? ต้องกินอาหารข้างถนน คอนโดฯ แถวบ้านผมใต้คอนโดฯมีร้านอาหาร แต่ร้านอาหารเจ๊งหมดเพราะมันแพง ราคาค่าเช่าพื้นที่ในคอนโดฯมันแพง คนขายของก็ต้องขายแพง ในขณะที่ คนขายข้างถนนคุณไม่มีต้นทุนเท่าไหร่ จ่ายในราคาที่ถูกกว่าใต้คอนโดฯมาก รสชาติก็ดีกว่า คนเลยกินร้านเพิง ข้างคอนโดฯ ไม่กินร้านใต้คอนโดฯ" รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ฝากทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง