คอลัมน์: เลาะรั้วเกษตร: มลพิษของคนกรุง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 18 มกราคม 2562 00:00:42 น.
แว่นขยาย

วันนี้ต้องขออนุญาตออกนอกรั้วเกษตรไป ไกลสักนิด แต่ก็ยังมีอะไรเกี่ยวๆ กันอยู่บ้าง ที่รู้ๆ คือมีสถิติที่น่าตกใจสำหรับชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีการเสนอข่าวว่า บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีจำนวนฝุ่นละอองซึ่งเป็นมลพิษหนาแน่นที่สุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

ณ ช่วงเวลานี้สิ่งที่ผู้คนใน กทม. พูดถึงมากกว่าการเลือกตั้ง คือ เรื่องของฝุ่นละอองที่หนาแน่น โดยเฉพาะ "PM 2.5"

PM 2.5 ที่ใครๆ ต่างพูดถึงกันวันนี้ คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หมายถึงฝุ่นที่ละเอียดมาก เทียบเท่ากับแบคทีเรียที่ตาเรามองไม่เห็นเลยทีเดียว เป็นฝุ่นละอองที่ละเอียดขนาดที่ระบบป้องกันในร่างกายคนเราไม่สามารถดักจับได้ การหายใจปกติของคนเราก็จะมีฝุ่นนี้เข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจอย่างสบายๆ ที่สำคัญคือเขาบอกว่า ฝุ่นนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอด

หาสาเหตุกันต่อไปว่าฝุ่นนี้มา จากไหน...

อ้างถึงข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีงานวิจัยระบุไว้ในเอกสารโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งดำเนินการ เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ระบุว่า PM 2.5 ส่วนใหญ่ เกิดมาจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รองลงมาคือ การเผาขยะและเศษสิ่งต่างๆ ส่วนโรงงานที่คิดว่าเป็นสาเหตุนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนการก่อสร้างที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นงานก่อสร้างระยะยาว 4-5 ปี รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่พักคอนโดมิเนียม ซึ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามเส้นทางรถไฟฟ้านั้น ก่อให้เกิดฝุ่นเช่นกัน แต่เป็นขนาดใหญ่กว่า PM 2.5 เป็นขนาด PM 10

มาถึงการแก้ไขที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการฉีดน้ำขึ้นไปในอากาศ หรือ กระทรวงเกษตรฯ ของท่านรัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช จะปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อให้น้ำฝนชะเอาฝุ่นละอองตกลงมานั้น นักวิชาการบอกว่า ใช้กับ PM 10 พอจะได้ แต่กับ PM 2.5 ใช้ไม่ได้ผล.....

จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องจัดหาหน้ากากอนามัยมาบริการประชาชน เรื่องหน้ากากนี้ก็สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ หน้ากากอนามัย หรือ แมสก์ที่เคยใช้คาดปิดปากปิดจมูกเวลาเป็นหวัด หรือเวลาไปโรงพยาบาลอย่างที่เคยใช้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้ ถ้าจะให้กรองได้ต้องใช้หน้ากากอนามัย N95 ขึ้นไป

หน้ากากอนามัย N95 หมายถึงประสิทธิภาพของหน้ากากสามารถกันฝุ่นละอองได้ 95% ซึ่งรวมทั้ง PM 2.5 ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่รักสุขภาพทั้งหลายจึงพากันหาซื้อมาใช้จนขาดตลาด เป็นสถานการณ์ที่ตื่นตระหนกของสังคมคนกรุง จนคุณหมอท่านหนึ่ง นามสกุลคุ้นๆ นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจและปอด ออกมาบอกให้คลายกังวลว่า คนที่มีร่างกายอยู่ในสภาพปกติไม่ได้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคปอด หรือ คนที่ร่างกายยังปกติดีไม่มีอาการน้ำตาไหล ระคายเคือง หรืออาการผิดปกติอื่นใด ก็อาจจะยังไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยระดับ N95 เพราะหน้ากากที่กรองฝุ่นได้ขนาดนั้นอาจทำให้เราหายใจลำบากกว่าปกติ

แถมยังมีผลงานวิจัยของอาจารย์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 ท่าน คือ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ และ ดร.ขนิษฐา พันธุรี Thaneyhill ซึ่งทำ การศึกษาเมื่อปี 2551 พบว่า หน้ากากอนามัยธรรมดาซ้อนด้วยกระดาษทิชชู 2 ชั้น ก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ N95......ใครที่หาซื้อ N95 ไม่ได้ลองวิธีนี้ดู....

อ่านข่าวมลพิษในกรุงเทพฯ ก็ให้หนักใจว่าจะแก้ไขอย่างไรได้ ในเมื่อจำนวนรถยนต์ยังไม่สามารถทำให้ลดลงได้ แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รอระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว สีแดง สีอื่นๆ ที่จะใช้ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็ดูจะนานเกิน....นอกเหนือจากกรมควบคุมมลพิษ หลายฝ่ายคงต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางบก ที่มีรถโดยสารจำนวนมากที่วิ่งบริการประชาชนแต่พ่นควันดำโขมงยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย

เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนตรงๆ เห็นกันชัดๆ แต่บรรดา กลุ่มองค์กรอิสระทั้งหลายกลับเงียบงัน....ไม่เหมือนกับการให้ข้อมูลเรื่องอันตรายของสารเคมีทางการเกษตรที่ยืนกรานอยู่นั่นแล้วว่าทำให้เกษตรกรเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรง ต่างๆ ถึงขั้นจะฟ้องศาลปกครองกรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ยอมแบนสารเคมีเจ้าปัญหาที่ยื้อยุดกันมานานข้ามปี

จบลงที่การเกษตรจนได้.....
ข่าวที่เกี่ยวข้อง