คอลัมน์: อาณาจักรบอลไทย: 'ช้างศึก'ขอสังหาร'มังกร'ใครจะคว้าตั๋ว8ทีมเอเชี่ยนคัพ

ข่าวกีฬา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 00:00:16 น.
กาลอป

เดินทางมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นที่เรียบร้อยสำหรับศึก เอเชี่ยนคัพ 2019 โดยคู่แข่งของทัพ "ช้างศึก" ไทย ก็คือ ทัพ "มังกร" สาธารณรัฐประชาชนจีน นั่นเอง ซึ่งทั้งสองทีมจะโม่แข้งกันในวันอาทิตย์ที่ 20 ม.ค. นี้

จีน ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย และขุนพลแข้ง "ช้างศึก" เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องชื่อชั้นทั้งสองทีมต่างกันมาก แถมประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศ ทัพ "มังกร" เหนือกว่าหลายขุม รวมไปถึงนักเตะและโค้ชอย่าง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ ที่เคยนำ อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 มาแล้ว

หากมองกันในเรื่องเฮดโค้ช ต้องยอมรับว่า ลิปปี้ ประสบการณ์โชกโชนในยุทธจักรลูกหนังทั้งในฐานะนักฟุตบอล และเทรนเนอร์ โดยผลงานการเป็นกุนซือที่ โดดเด่นเป็นสง่าและทำให้ทุกคนรู้จักชื่อของชายผมสีดอกเลาก็คือการนั่งเก้าอี้นายใหญ่ ยูเวนตุส และสร้างทัพ "ม้าลาย" ครอง ความเป็นเจ้าลูกหนังกัลโช่ เซเรีย อา (แชมป์ลีก 5 สมัย) รวมทั้งนำทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

และที่มาสเตอร์พีซสุดๆ ก็คือในระดับชาติ เมื่อนำขุนพล "อัซซูรี่" ครองแชมป์โลกสมัยที่ 4 ที่ประเทศเยอรมนี

ส่วน "โค้ชโต่ย" วัย 49 ปี เคยกุมบังเหียน ไทยฮอนด้า พาทีมขึ้นไทยลีก แต่โดน ปลด จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยราเยวัช ก่อนจะได้รับโอกาสทองสวมบทกุนซือขัดตาทัพพร้อมกับสร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการปราบ บาห์เรน และเสมอเจ้าภาพยูเออี ชนิดหักปากกาเซียน พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี

สำหรับเกมนี้ต้องบอกว่า ไทย โชคดีในระดับหนึ่งเมื่อ หวู เล่ย ดาวยิงคนสำคัญทีมชาติจีน ได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณหัวไหล่หัก ทำให้เขาจะหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมในเกมนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังมีนักเตะฝีเท้าดีหลายคนโดยทั้งหมดค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง กว่างโจว เอเวอร์ แกรนด์, เทียนจิน ฉวนเจียน, เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี และ ปักกิ่ง กั๋วอัน นำโดย เกา หลิน กองหน้าตัวเก่งจากกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่ถือเป็นดาวเตะซูเปอร์สตาร์ ประจำทีม นอกจากนี้ ยังมีกองกลางจอมเก๋าอย่าง เจิ้ง จื่อ ที่เล่นทีมชาติมายาวนาน แนวรับก็มีตัวเก่งอย่าง จาง หลินเผิง

จุดแข็งและความน่ากลัวของทีมชาติจีน คือพวกเขามีนักเตะที่รูปร่างสูงใหญ่และแข็งแกร่งกว่าไทยแน่นอน แถมผู้เล่นแนวรุกยังมีความเร็ว แต่จุดอ่อนก็คือประสิทธิภาพในเกมรุกก็ยังไม่เฉียบคมและหลากหลายเท่าไหร่ รูปเกมในสามนัดที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ดีกว่าคู่แข่งมาก ทำให้เชื่อว่าเกมนี้ถ้าได้เล่นได้ตามแผน ที่วางไว้ และสู้เหมือนสองนัดที่ผ่านมา ก็น่าจะสู้กับจีนได้อย่างสนุกแน่นอน

โดยทัพช้างศึก หากนับตั้งแต่เปลี่ยนจาก ราเยวัช มาเป็น โค้ชโต่ย เรียกว่าทีมนั้น แตกต่างกันแบบคนละขั้ว ไล่ตั้งแต่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตู ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าทำไมเขาถึงเป็นมือ 1 ของ บุรีรัมย์ มาหลายปี ส่วน 3 แข้งที่ได้เล่นในเจลีกอย่าง ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าประสบการณ์ที่ค้าแข้งในแดนอาทิตย์อุทัย ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นไปอีกขั้น

นอกจากนี้ ยังมีแข้งที่ทำผลงานได้น่าเซอร์ไพรส์อย่าง ทริสตอง โด แบ๊กขวาที่หลุดทีมชาติมานาน กลับมาคราวนี้เรียกว่าฟอร์มยอดเยี่ยมสุดๆ คนหนึ่งของทีมเลยก็ว่าได้ รวมไปถึง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่เป็นห้องเครื่อง ซึ่งทัพ "ช้างศึก" ชุดนี้จะขาดไม่ได้อีกแล้ว

รวมไปถึง อดิศักดิ์ ไกรษร ดาวยิงของทีมชุดนี้ที่แม้จะยังยิงประตูไม่ได้ในทัวร์นาเมนต์ นี้ แต่กองหน้าวัย 27 ปี เจ้าของฉายา "นักฆ่ามังกร" ถือเป็นผู้เล่นที่ถูกโฉลกยามพบกับ จีน มากที่สุดในทีมชุดนี้ เมื่อเคยยิงประตูใส่มาแล้ว ทั้งในระดับชาติ และสโมสร เริ่มจาก ยิง 2 ประตู ในเกมที่ ช้างศึก บุกอุ่นเครื่องชนะ ทีมชาติจีน 5-1 เมื่อปี 2013 และยิง 2 ประตู เช่นกัน ในเกมที่ชนะ ทีมชาติจีน 2-0 ในเอเชี่ยนเกมส์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อปี 2014

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ยังเคยทำประตูช่วย อดีตต้นสังกัดเก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกเสมอ ซานตง ลู่เหนิง จากจีน 1-1 ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

สถิติ ไทย กับ จีน เจอกันมาทั้งหมด 25 ครั้ง โดยจีนมีสถิติที่เหนือกว่า ชนะได้ถึง 17 ครั้ง ส่วนไทยชนะ 5 ครั้ง และ เสมอกัน 3 ครั้ง ซึ่งชัยชนะที่ยังติดตาตรึงใจแฟนบอลอยู่ทุกวันนี้คือการบุกไปชนะจีนถึงถิ่นมังกร 5-1 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2013 ในยุคของ "โค้ชซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

โดยนักเตะไทยชุดนี้ก็อยู่ในทีมชุดนั้นหลายคน อย่าง อดิศักดิ์ ไกรษร,ปกเกล้า อนันต์,ธีราทร บุญมาทัน,ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นต้น ส่วนเกมล่าสุดที่เจอกันคือแมทช์อุ่นเครื่องที่เมืองไทย ปีที่แล้ว วันที่ 2 มิ.ย.2561 โดยเราแพ้ไป 0-2

ไม่ว่าจะยังไงถึงเวลานี้ไม่มีคำว่าไม่พร้อมอีกต่อไป และเชื่อว่าด้วยสปิริตที่ เปี่ยมล้นของ "ช้างศึก" ในตอนนี้ ไม่มีคำว่าเราต้องกลัวแต่อย่างใด
สู้แค่ตาย และครั้งนี้เราต้องได้ไปต่อ!!!
บรรยายใต้ภาพ

"โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือทีมชาติไทย รับค่าเหนื่อยเพียง 50,000 บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 600,000 บาทต่อปี จะต้องดวลกับ มาร์เซโล่ ลิปปี้ กุนซือชาวอิตาลี ของทีมชาติจีน ที่ได้รับค่าเหนื่อยจาก สมาคมฟุตบอลจีนที่ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 570 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า "โค้ชโต่ย" ถึง 950 เท่าตัวเลยทีเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง