คอลัมน์: Pet Care ดูแลสัตว์เลี้ยง: การดูแลช่องปากของสุนัข (ตอนที่ 1)

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:21 น.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"สุนัขที่บ้านปากเหม็นมาก จะทำยังไงดี???"ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากช่องปากของสุนัขนี้ เป็นเรื่องที่เจ้าของสุนัขหลายท่านมาปรึกษากับสัตวแพทย์ อาจเนื่องจากในปัจจุบันความใกล้ชิดระหว่างเจ้าของกับสุนัขนั้นแนบแน่นจนบางบ้านถึงกับนอนร่วมหมอนกันเลย เมื่อสุนัขมีกลิ่นปากเจ้าของก็จะรู้สึกและสังเกตได้อย่างง่ายดาย@ กลิ่นเหม็นที่เกิดจากช่องปากสุนัขมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

ปัญหาเรื่องช่องปากของสุนัขนั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ซึ่งสามารถเกิดได้เหมือนในคนเราเลยครับ แต่ ในสุนัขนั้น เมื่อตรวจเจอก็มักจะพบว่าเป็นระยะที่รุนแรงกว่าในคนมากๆ เพราะ ในสัตว์เลี้ยงนั้น เราไม่ค่อยได้พาไปตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำเหมือนในคน ดังนั้น "การดูแลช่องปากของสุนัข" จึงมีความสำคัญครับในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าการเลี้ยงสัตว์นั้น สุนัขจะได้รับการเอาใจใส่ดูแล ดีขึ้นกว่าในสมัยก่อนมาก สุนัขจะมีอายุขัยที่ยาวขึ้น และอยู่กับเราได้นานกว่าสมัยก่อน เนื่องจากได้รับการทำวัคซีนครบถ้วน และพบสัตวแพทย์เพื่อดูแลป้องกันโรคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในปัจจุบันมียาและเครื่องมือที่ใช้ในการรักษายามที่สัตว์เลี้ยงป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเมื่อสุนัขอายุยืนหรือเข้าสู่วัยชรา ก็มักพบปัญหาความเสื่อมตามวัยของร่างกาย รวมถึง โรคเกี่ยวกับช่องปากได้ง่าย เช่น โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ฟันโยก โรคปริทนต์ กรามหักอันเกิดจากกระดูกติดเชื้อจากโรคปริทนต์ ฝีที่รากฟัน ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้สามารถ "ป้องกันได้" หากเราให้การดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขเป็นประจำครับ

@ การดูแลสุขภาพช่องปากในสุนัขนั้น ทำได้อย่างไร?
หลักง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขและแมวนั้น ก็คือ 1. การพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

2. ได้รับการขูดหินปูนตามช่วงเวลาและวิธีการที่เหมาะสม3. มีการดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำ เพื่อสังเกตความผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก@ เมื่อไรที่เราต้องพาสุนัขไปตรวจร่างกายรวมถึงตรวจสุขภาพช่องปาก?

โปรแกรมการตรวจร่างกายของลูกสุนัขโดยคร่าวๆ แบ่งเป็นช่วง ได้ดังนี้

1. การตรวจร่างกายช่วงแรก ที่อายุ "2 เดือน"เมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 2 เดือน หรือ 8 สัปดาห์นั้น สุนัขควรมีฟันน้ำนมขึ้นครบทั้งหมดแล้ว และควรอยู่ในแนวการสบฟันที่เหมาะสม ซึ่งหากฟันน้ำนมขึ้นผิดที่ จะสามารถทำให้การสบฟันผิดปกติไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเจริญของขากรรไกรล่างหรือขากรรไกรบน หรือทั้งคู่ผิดปกติตามมาได้ ไปทางทฤษฎี เมื่อเห็นว่ามีฟันน้ำนมขึ้นผิดปกติ สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นผิดตำแหน่งนั้นออกครับ

แต่ในการถอนฟันสุนัขและแมวนั้น จะดูยุ่งยากกว่าในคน คือต้องทำการ "วางยาสลบ" ด้วย เนื่องจากคุณหมอ (สัตวแพทย์) ไม่สามารถบอกให้คนไข้ (สุนัข) นอนอ้าปากเฉยๆ เหมือนบอกคนไข้ที่เป็นคนได้ครับ ดังนั้น จึงก่อนหน้าที่จะถอนฟัน (และวางยาสลบนั้น จึงจำเป็นต้องทำการตรวจเลือด  และทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวร่างกายของสุนัขและแมวให้พร้อมก่อนการวางยาสลบด้วยครับ

2. การตรวจร่างกายช่วงที่ 2 ที่อายุประมาณ "4-6 เดือน"เมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ 4 เดือน จะเป็นช่วงที่มีการ "ผลัดเปลี่ยนฟัน" จาก "ฟันน้ำนม" เป็น "ฟันแท้" บางตัวอาจพบว่า มีฟันแท้ขึ้นแล้วโดยที่ฟันน้ำนม ที่ตำแหน่งเดียวกันยังไม่ยอมหลุด นั่นถือว่าเกิดความผิดปกติที่เรียกว่า "ฟันน้ำนมค้าง" สัตวแพทย์จะประเมินสภาพและแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ค้าง เหล่านั้นออก เนื่องจากหากปล่อยไว้ ฟันน้ำนมที่ค้างอาจทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ เช่น การสบฟันที่ผิดปกติ การเจริญ อย่างไม่สัมพันธ์กันของขากรรไกรบนและล่าง หรือฟันแท้ที่ขึ้นผิดตำแหน่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายของเหงือก เพดานปาก ลิ้น หรือริมฝีปากได้ แล้วแต่ตำแหน่งของฟัน โดยตำแหน่งของฟันที่พบฟันน้ำนมค้างได้บ่อยคือ ฟันตัด (ฟันหน้า) และฟันเขี้ยว ความผิดปกตินี้พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พุดเดิ้ล และเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยครับ

3. การตรวจร่างกายประจำปี (ปีละครั้ง)โดยปกติ เราควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุก 1 ปี เพื่อรับการฉีดวัคซีนประจำปี รวมถึงตรวจสุขภาพโดยรวมทั้ง ช่องปากและตรวจร่างกายอื่นๆ ด้วย@ การขุดหินปูนมีความจำเป็นต้องทำในสุนัขหรือไม่ ?

เมื่อเราสังเกตในช่องปากของสุนัขด้วยตัวเราเองที่บ้านแล้ว พบว่ามีหินปูนเกาะตามคอฟัน เราควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้สัตวแพทย์ช่วยประเมินว่าควรได้รับการขูดหินปูนแล้วหรือยัง

หากสุนัขมีหินปูนเกาะในปริมาณไม่มาก เราอาจใช้แค่การดูแลโดยเจ้าของเพื่อไม่ให้หินปูนก่อตัวเพิ่มขึ้น โดยยังไม่จำเป็นต้องขูดหินปูนก็ได้ เนื่องจากการขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้นต้องใช้การ "วางยาสลบ" (การวางยาสลบบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีครับ)

แต่ถ้าหากพิจารณาแล้ว พบว่ามีหินปูนที่โคนฟันจำนวนมาก ก็ควรได้รับ การวางยาสลบและทำการขูดหินปูนเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้นั้นจะทำให้หินปูน ซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบ โรคปริทนต์ กระดูกขากรรไกรหักจากการติดเชื้อจากโรคปริทนต์ตามมาได้

ขอเรียนย้ำว่า การขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง วางยาสลบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อ "ตัวสุนัขเองและผู้ปฏิบัติงาน" จะพบว่าการวางแต่ "ยาซึม" แล้วทำการขูดหินปูนนั้น อาจยังทำให้สุนัขเครียด หวาดกลัว ดิ้นรน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอนครับ

สัปดาห์หน้า เรามารู้จักวิธีการเตรียมตัวสัตว์เลี้ยง ก่อนเข้ารับการขูดหินปูนกันครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง