ข่าวอินโฟเควสท์
10:37 ก.คลังออสเตรเลียยอมรับเศรษฐกิจเผชิญกับปัญหาต่างๆ หลัง IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้   กระทรวงการคลังของออสเตรเลียยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลั…
10:33 PRM ลุ้นผลงานปีนี้ทุบสถิติสูงสุดรอบ 3 ปี หลังมีจำนวนเรือให้บริการเพิ่ม-บริหารพอร์ตกองเรือมีประสิทธิภาพ   นายชาญวิทย์ อนัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บ…
10:27 กรมป้องกันฯ ห่วงน้ำท่วมฉับพลันประสาน 14 จังหวัดภาคใต้รับมือฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง 17-20 ต.ค.   นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภ…
10:21 พาณิชย์เผยอียูเตรียมฟื้นเจรจา FTA กับไทย คาดได้ข้อสรุปส่งให้ครม.พิจารณาภายในพ.ย.นี้   นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก…
10:21 ประธานสภานิติบัญญัติฮ่องกงประกาศระงับประชุมวันนี้ หลังสมาชิกก่อเหตุประท้วง   ประธานสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) ประกาศระงับการประชุมในวันนี้ หล…

คอลัมน์: เจาะสนาม: 4พรรคเห็นพ้อง'บัตรทอง30บาท'ต้องเดินหน้า

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:49 น.

หากถามว่า "นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากว่า 8 ทศวรรษ นโยบายใดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ที่สุด?" เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนต้องตอบว่า "30 บาทรักษาทุกโรค" อย่างแน่นอน เพราะเป็นนโยบายที่ "เปิดความหวังให้กับ คนธรรมดาสามัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน"จากในอดีตที่หากเป็นคนทั่วไปไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง เมื่อตนเองหรือสมาชิกสักคนหนึ่งในครอบครัวล้มป่วยก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้สิน หรือ แม้แต่ต้องปล่อยให้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนา แก่ผู้ได้รับทราบเรื่องราว

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าถึงบริการ สาธารณสุขได้ง่ายขึ้น "งบประมาณอุดหนุน รายจ่ายของรัฐก็เพิ่มขึ้นทุกปี และบุคลากรทางการแพทย์ก็รับภาระหนักขึ้น ด้วยเช่นกัน" หลายโรงพยาบาลระบุว่า นอกจากไม่มีกำไรยังเสี่ยงขาดทุน ผู้ป่วยเอง ก็ต้องรอคิวนานชนิดไปจองกันตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะได้ตรวจก็รอไปเกือบเที่ยงหรือไปถึงช่วงบ่าย นำไปสู่การโยนหินถามทางจาก บางฝ่ายว่า "ควรมีระบบร่วมจ่ายกันดีไหม?- ให้เฉพาะคนมีรายได้น้อยดีหรือเปล่า?"จะได้ลดคนมาแออัดในโรงพยาบาลบ้าง หรือ อย่างน้อยก็มีรายได้มาอุดหนุนอีกทางหนึ่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงละครเคแบงก์สยามพระพิฆเนศ ย่านสยามสแควร์ กรุงเทพฯ มีการจัดสัมมนาเรื่อง "ผ่าแนวคิด พรรคการเมือง อนาคตสุขภาพคนไทย"โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมจำนวน 4 พรรค ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคอนาคตใหม่ (อ.น.ค.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายด้านสาธารณสุข รวมถึงอนาคตของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย

เริ่มกันที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่ร่วมทำงานในวันเริ่มโครงการบัตรทอง 30 บาท เมื่อ 17 ปีก่อน วันนี้ต้องย้ำ "หลักคิดเรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงและทัดเทียมต้องคงอยู่" จาก ในอดีตที่คนยากจนจะมีบัตรที่ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า "บัตรอนาถา" ซึ่งทำให้เกิดการ "แบ่งระดับชั้น" ในทุกเรื่องทั้งการรอคิว คุณภาพยา กระบวนการรักษา

แต่เมื่อมีโครงการบัตรทอง 30 บาท เกิดขึ้น ไม่ว่าองค์การสหประชาชาติ (UN) องค์การอนามัยโลก (WHO) ธนาคารโลก (World Bank) ต่างเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า "การที่คนคนหนึ่งได้รับการรักษาพยาบาลจากอาการป่วย มีสุขภาพดี เขาก็จะเป็นกำลังแรงงานสร้างผลผลิตให้ประเทศชาติได้" และการที่ยึดหลักความเท่าเทียมจะส่งผลให้ไม่ว่ายากดีมีจนทุกคนก็จะได้รับการรักษาในมาตรฐานเดียวกันไม่มีแบ่งแยก

ส่วนเรื่องรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่าเป็นเพราะการบริหารผิดเพี้ยนไปจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ว่า "สร้างสุขภาพดี" (Health Care)คืนโรงพยาบาลให้ชุมชนกับบุคลากรทางการแพทย์ทำงานร่วมกัน จัดงบรายหัว ลงไปเน้นภารกิจป้องกันโรค โดยเฉพาะ "ไขมัน - ความดัน - เบาหวาน" เพราะป่วยมาแล้วมีอาการเรื้อรังบวกโรคแทรกซ้อน อื่นๆ ต้องเสียค่ารักษามาก แต่ต่อมากลับไปเน้น "ดูแลคนป่วย" (Sick Care)เวลาจัดงบประมาณก็ดูว่าพื้นที่ไหนมีผู้ป่วยมากก็ได้งบประมาณมาก กลายเป็นงบก็บานปลายแถมภาระของโรงพยาบาลก็มากขึ้นไปด้วย

ขณะที่ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็กล่าวเช่นกันว่า "เรามาไกลแล้วกับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงไม่เห็นด้วย กับการย้อนกลับไปจำกัดเฉพาะผู้มี รายได้น้อย" อีกทั้งแม้จะเป็นคนร่ำรวยหาก เจ็บไข้ได้ป่วยหนักๆ ก็อาจทำให้ล้มละลายได้ นอกจากนี้ "จริงๆ ประชาชนก็ร่วมจ่ายอยู่แล้ว แต่เป็นการจ่ายล่วงหน้าผ่านระบบภาษี" คนมีมากจ่ายมากทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม คนมีน้อยก็จ่ายเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีความท้าทายคือ 1.ครอบคลุมหรือไม่? 2.เข้าถึงเพียงใด? และ 3.คุณภาพเป็นอย่างไร?

นายสุวิทย์ เสนอแนะสิ่งที่ควรทำ ต่อไป อาทิ 1.ทำระบบจัดซื้อยาร่วมแทนที่จะให้แต่ละโรงพยาบาลไปซื้อกันเองซึ่งจะต้องจ่ายในราคาแพงกว่า 2.ยกระดับ สถานพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขของชุมชน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเป็นด่านแรกในการดูแลสุขภาพประชาชนเบื้องต้น ลดปัญหาโรงพยาบาลแออัด 3.มีมาตรการจูงใจให้คนรักษาสุขภาพ เช่น ใครไม่ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงสามารถนำไปเป็นเกณฑ์ลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น

ด้านนักการเมืองหนุ่มที่กระแสมาแรง ในหมู่วัยรุ่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เสนอแนะว่า 1.การจัดสรรงบประมาณต้องลงไปยัง โรงพยาบาลระดับท้องถิ่นมากขึ้น วันนี้หลายโรงพยาบาลมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ในเมือง ดังนั้นรัฐควรจัดสรรงบประมาณเน้นไปที่โรงพยาบาลระดับอำเภอจะดีกว่า

2.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นจะมีบทบาทมากในงานด้านป้องกันโรค หน่วยงานท้องถิ่นอยู่ใกล้ประชาชนที่สุดจึงมีพลังในการรณรงค์ในพื้นที่มากที่สุด 3.นำเทคโนโลยีมาช่วย เช่น วันนี้ โทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่เป็นแบบสมาร์ทโฟน สามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ อาทิ วัดชีพจร วัดความดัน หากทำให้ อสม. ใช้เครื่องมือเหล่านี้ตรวจสุขภาพเบื้องต้นกับประชาชนก็จะช่วยลดความจำเป็นในการเข้ามาแออัดในโรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมาประชาชนหลายคนเดินทางไปโรงพยาบาลเพียงเพื่อตรวจสุขภาพเบื้องต้นแล้วรับยาเท่านั้น

ปิดท้ายกันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ก้าวต่อไป ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ 1.แก้ไขระเบียบการขอรับงบประมาณ ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีคณะกรรมการจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง คำนวณความจำเป็นเพื่อของบประมาณแล้วไม่ค่อยได้ตามที่ขอ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการกับประชาชน 2.มาตรการเฉพาะ รับมือโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งมีไม่กี่โรค เช่น ความดัน เบาหวาน มะเร็ง ไต หัวใจ ต้องมีการระดมทุนเพื่อมาดูแลในส่วนนี้

3.ปฏิรูประบบภาษี เพราะปัจจุบันยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้ที่ควรเก็บได้อย่างสมบูรณ์ 4.ต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพราะที่ผ่านมาสถานพยาบาลเอกชนดึงทรัพยากรจากสถานพยาบาลของรัฐไปมาก 5.ปลดล็อกศักยภาพหน่วยงาน ระดับท้องถิ่น ให้จัดทำบริการสาธารณะได้ หลากหลาย สืบเนื่องจากหลายพื้นที่ผู้บริหาร มีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวผิดระเบียบราชการ 6.รวมฐานข้อมูลสุขภาพจะมีประโยชน์ในการส่งต่อผู้ป่วยระหว่าง โรงพยาบาล และ 7.หากจะให้ประชาชนจ่าย ต้องจ่ายเฉพาะกรณีภาษีบาป หมายถึงสินค้าที่บั่นทอนสุขภาพเท่านั้น

บรรยายใต้ภาพ
สุวิทย์ เมษินทรีย์
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง