คอลัมน์: ซอกแซกอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 00:00:34 น.
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

ที่ผ่านมา ผมจะเล่าเรื่องโดยเป็นลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง เช่น ช่วงแรก ผมเดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็จะพูดถึงฟิลิปปินส์ยาวไป แต่มาคิดอีกที ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านปรับใหม่ คือ แบบที่เล่าก่อนหน้านี้อาจไม่ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะอีกนานกว่าจะถึงประเทศอื่นๆ ดังนั้น ผมจะพูดๆ สลับกันไปมา โดยข้ามไปพูดถึงประเทศอื่นๆ ของอาเซียนบวกสาม รวมทั้งอาจกลับมาที่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย เมื่อมีเหตุพาดพิงถึงครับ

ผมขออนุญาตต่อเรื่องราวของฟิลิปปินส์ให้จบช่วงแรก คือ ที่เมืองคาตามาน ซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดซามาร์เหนือ มีการจัดงานส่งมอบข้าว จัดงานที่ศาลาประชาคมของเมือง วิธีการก็จะเหมือนๆ กันทุกประเทศ คือ ผู้ใหญ่แต่ละหน่วยงานจะขึ้นกล่าว รวมทั้งผู้แทนประเทศผู้บริจาคข้าวและผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ ตบท้ายด้วยผู้แทนชาวบ้านขึ้นมากล่าวขอบคุณ การกล่าวเหล่านี้แม้จะเหมือนกันในเกือบทุกประเทศ ทว่าอาจมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น เช่น ถ้าเป็นแบบฟิลิปปินส์ รูปแบบน่าจะคล้ายๆ กับสหรัฐอเมริกา หมายถึงพิธีรีตองน้อย กล่าวไม่นาน แต่มีคนขึ้นกล่าวเยอะหลายคนมาก เพราะต้องให้เกียรติทุกคนที่คิดว่าสำคัญ หากเป็นกัมพูชา จะมีคนกล่าวน้อยเหมือนไทยเรา คือมีคนกล่าวรายงาน กับผู้จัดการทั่วไปกล่าวที่มาที่ไป แล้วเชิญผู้ใหญ่สุด ได้แก่ รัฐมนตรี หรือ ผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าวเปิดและปราศรัย แต่ที่พิเศษ คือ ผู้ใหญ่ของกัมพูชาแต่ละครั้งที่ขึ้นกล่าว เท่าที่ผมสังเกตจะพูดยาวมาก ยาวจนผมไม่แน่ใจว่าชาวบ้านยังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า ผมมาสังเกตแล้วได้คำตอบว่า ทำไมผู้ใหญ่กัมพูชาทุกคน จึงพูดกันยาว สาเหตุที่ผมว่าผมเดาไม่ผิดก็คือ ทุกคนยึดถือสไตล์ของท่านนายกฯ ฮุนเซ็น ที่ทุกครั้งเวลาปราศรัยกับชาวบ้าน ท่านร่ายยาวเสียบางทีเกือบครึ่งวันก็มี ผู้หลักผู้ใหญ่กัมพูชาก็เลยเอาตามอย่างกันสืบกันมา การขึ้นกล่าวกับประชาชนนี้สำหรับของเมียนมา หรือพม่าก็จะมีอยู่ 3-4 คนเช่นกัน ผู้ใหญ่เมียนมาก็จะกล่าวเป็นภาษาถิ่น ส่วนตัวผมต้องกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ อย่างเดียว จึงต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยแปลเป็นภาษาเมียนมาตาม เลยต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่ที่เมียนมาจะต่างจากที่อื่น คือ มักจัดงานมอบข้าววันหนึ่งหลายจุด ขณะที่ฟิลิปปินส์จัดใหญ่เพียงครั้งเดียว ที่เมียนมาจึงต้องนั่งรถตระเวนไปและต้องขึ้นกล่าวซ้ำๆ กันจนคนแปลในครั้งหลังๆ ไม่ต้อง ดูโพยเหมือนครั้งแรกๆ อีกแล้ว สำหรับประเทศลาว หรือที่เรียกกึ่งเต็มๆ ว่า สปป. ลาว นับว่ามีความสะดวกอย่างยิ่ง คือ นอกจากรัฐมนตรีลาว ท่านทูตที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมซึ่งต้องขึ้นกล่าวด้วย สามารถกล่าวเป็นภาษาไทยได้เลย เพราะคนลาวเข้าใจดี แต่เพื่อไม่ให้ผิดระเบียบพิธีการ ผมจะขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษนิดหน่อย เมื่อกล่าวถึงชื่อแขกสำคัญ จากนั้นก็ขออนุญาตทุกคนที่จะใช้ภาษาไทยพูดต่อไปจนจบ

เมื่อพูดกันหมดแล้วก็เป็นพิธีการส่งมอบข้าว ซึ่งอาจทำเป็นมอบต่อๆ กันไป เช่น เริ่มจากประเทศผู้บริจาค ส่งมาแอปเตอร์ ส่งต่อไปยังประเทศผู้รับ และส่งต่อไปยังผู้แทนประชาชน ที่ฟิลิปปินส์มีครั้งหนึ่ง ผมไปร่วมพิธีที่ใกล้เมือง มาราวี บนเกาะมินดาเนา ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ คือเมืองที่ถูกกองโจรยึดทั้งเมือง แล้วมีคนอพยพหนีมาอยู่ในแคมป์พักพิง เพราะบ้านเรือนถูกถล่ม พังราบ และขาดแคลนอาหาร ต้องเข้าไปช่วย ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่งแม้มิใช่เกิดจากธรรมชาติ (จากการหารือทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียน) ครั้งนั้นชาวเมืองมาราวีซาบซึ้งหน่วยงานแอปเตอร์มาก พอหลายคนกล่าวเสร็จ ถึงคราวผม ผู้แทนประจำเมืองมาราวี ชอบใจผมมาก ถึงขนาดประกาศจะยกให้ผมเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเมืองมาราวี เลยทีเดียว แหม ทำเอาผมกลุ้มใจมาก เพราะทั้งเมืองราพณาสูร แถมยังเป็นดินแดน ตอนใต้ที่มีกองโจรสารพัด เช่น กบฏอาบูไซยาฟที่จับคนเรียกค่าไถ่ ที่ถึงแม้ว่าสมัยที่ผมทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นผู้ตรวจราชการเขตชายแดนใต้ 5 จังหวัด พอมีประสบการณ์เรื่องนี้มาอยู่บ้าง ก็ได้แต่ต้องปฏิเสธผู้แทนเมืองมาราวีอยู่ในใจ แม้ตอนตอบเขาที่ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา ผมตอบดังๆ ว่า sure ด้วยความยินดีก็ตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง