คอลัมน์คลังข้อมูล: ข้อควรระวังสำหรับ'กองเชียร์-กองแช่ง'

ข่าวการเมือง 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"แฟนคลับ" (Fan Club)หรืออาจใช้คำว่า"กองเชียร์" โดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่มีความ ชื่นชอบในตัวบุคคลหรือองค์กร และจะตามไปให้การสนับสนุนบุคคลหรือองค์กรนั้นๆ ใน ทุกเมื่อที่มีโอกาส ขณะที่ "แอนตี้แฟน" (Anti Fan) ที่อาจแปลแบบไทยๆ ได้ว่า "กองแช่ง"นั้นมีความหมายตรงข้ามกัน นั่นคือ ผู้ที่มีความเกลียดชังต่อบุคคลหรือองค์กร และจะหาเรื่องโจมตีบุคคลหรือองค์กรนั้นๆ ในทุกครั้งที่โอกาสอำนวย

แม้ทั้งแฟนคลับและแอนตี้แฟนจะเป็นศัพท์ที่มาจากวงการบันเทิง แต่คนดังหรือองค์กรที่มีชื่อเสียงต่อสาธารณะไม่ว่าวงการ ใดๆ ล้วนอยู่ในสถานะ "มีทั้งคนรักและคนชัง"ทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ "การเมือง" ดังที่ผ่านมา นักการเมืองผู้มีชื่อเสียงตลอดจนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มักเป็นคู่แข่งสำคัญชิงตำแหน่ง ผู้จัดตั้งรัฐบาลในศึกเลือกตั้ง มักมีกองเชียร์คอยปกป้องสลับกับการถูกกองแช่งหาเรื่องโจมตี "กระแสยิ่งรุนแรงขึ้นในระยะหลังๆ เมื่อเข้าสู่ยุคสื่อออนไลน์ที่ใครจะนำเสนออะไรก็ได้" ตามด้วยการแชร์ต่อด้วยจริตของแต่ละคนโดยขาดการกลั่นกรอง

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของประเทศไทยครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ..นอกจากบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง ตลอดจนผู้ช่วยหาเสียง (หัวคะแนน) จะต้องระมัดระวังในการหาเสียงของตนแล้ว บรรดากองเชียร์ - กองแช่ง ก็ต้องระมัดระวังด้วยในเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็มีกฎหมายควบคุมไว้หลายเรื่อง อาทิ

"ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561" กำหนดข้อห้ามเรื่องการหาเสียงไว้ใน "ข้อ 17" ห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมี "ข้อ 18 (3)" ห้ามหาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม และใน "ข้อ 13" ยังระบุว่า "แม้จะแก้ไขข้อมูลภายหลังแต่ก็ไม่อาจลบล้างความผิดได้" ผู้กระทำยังคงต้องถูกสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ระเบียบ กกต. ข้างต้น ออกตามอำนาจของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ดังนี้ "มาตรา 70" ว่าด้วยการหาเสียงโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (หมายถึงการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ) "มาตรา 71" การหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการอื่นใด (นอกเหนือจากทางวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์) และ "มาตรา 80" ข้อห้ามในการหาเสียงของ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง (รวมถึง ผู้ช่วยหาเสียง) โดยใน "มาตรา 156"กำหนด "บทลงโทษผู้ฝ่าฝืน" ไว้ที่จำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมีกรณี "ข่าวปลอม" (Fake News) ซึ่งแม้จะไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่อาจผิดกฎหมายอื่นที่มีโทษหนักกว่า แบ่งได้เป็น 2 เรื่องคือ 1.กรณีปลอมแปลงตัวตนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง หรือบุคคลใดๆ แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย (เช่น นำรูปนำประวัติผู้อื่นมาสร้างบัญชีเฟซบุ๊คปลอมขึ้นแล้วไปโพสต์ข้อความในทางเสียหายให้บุคคลที่ 3 หรือสาธารณชนเข้าใจว่าบุคคลคนนั้นเป็น ผู้โพสต์) ผู้กระทำการนั้นจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) กล่าวคือ"ผู้ใดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ "มาตรา 14 (5)" ยังกำหนดให้ "ผู้ที่แชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อไปมีความผิดด้วย" เทียบเท่ากับผู้ที่สร้างข้อมูลนั้นขึ้น

กับ 2.กรณีสร้างข่าวเท็จเพื่อใส่ร้ายป้ายสีผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองหรือบุคคลใด(โดยไม่ได้แอบอ้างปลอมแปลงเป็นบุคคลหรือองค์กรอื่น) จะเข้าข่ายความผิดฐาน "หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328" ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งก็ต้องย้ำว่า "การประจานเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แม้จะเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่อาจพ้นความผิดข้อหานี้ได้" เนื่องจากใน "มาตรา 330" ห้ามไม่ให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงหากเรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน!!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ