คอลัมน์คลังข้อมูล: ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี(1)

ข่าวการเมือง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ถือเป็นอีกประเด็นที่ร้อนแรงมากๆ ในเดือน ก.พ. 2562 กับ "การเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" สืบเนื่องจาก รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 ให้สิทธิกับ พรรคการเมืองต่างๆ เสนอชื่อบุคคลซึ่งพรรค การเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทน ราษฎร (สส.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีหากชนะการเลือกตั้งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสารมารถเสนอได้ ไม่เกิน 3 รายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง หรือจะไม่เสนอก็ได้ไม่ว่ากันเพราะไม่ได้กำหนดเป็นข้อบังคับให้ต้องทำ

ซึ่งการรับสมัคร สส. ทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ในนามพรรคการเมืองนั้นสิ้นสุดไปแล้วในวันสุดท้ายคือ 8 ก.พ. 2562 ถึงวันนี้ก็คงเห็นภาพกันแล้วว่าพรรคไหนส่งใครกันบ้าง โดยนอกจาก มาตรา 89 จะกำหนดว่าผู้ถูกเสนอชื่อต้องทำหนังสือยินยอมมอบให้พรรคการเมืองเพื่อนำไปยื่นกับ กกต. และทำได้เพียงพรรคเดียวเท่านั้นไม่สามารถยินยอมให้หลายๆ พรรคพร้อมกันได้ ยังระบุด้วยว่าต้องมีคุณสมบัติและไม่มีข้อห้ามตาม มาตรา 160 ว่าด้วยผู้เป็นรัฐมนตรี มาตรา 160 รัฐมนตรีต้อง (1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี (3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง "(6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98" (7) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

และ (8) ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 (ว่าด้วยการแทรกแซงสื่อ รับผลประโยชน์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับทางราชการหรือสัมปทานของรัฐ หรือดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงข้าราชการการเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) หรือมาตรา 187 (ว่าด้วยการมีหุ้นในบริษัทต่างๆ หรือเป็นลูกจ้าง) มาแล้วยังไม่ถึงสองปีนับถึงวันแต่งตั้ง

โดย มาตรา 98 นั้นว่าด้วยคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ประกอบด้วย 1.ติดยาเสพติดให้โทษ, 2.เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต, 3.เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ, 4.เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 96 ข้อ 1 2 หรือ 4, 5.อยู่ระหว่างถูก ระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 6.ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล,

7.เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ, 8.เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริต ต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือ ประพฤติมิชอบในวงราชการ, 9.เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต,

10.เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็น เจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิด ฐานฟอกเงิน, 11.เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง,

12.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง, 13.เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น, 14.เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี, 15.เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ, 16.เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, 17.อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 18.เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144 หรือมาตรา 235 วรรคสาม


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ