คอลัมน์คลังข้อมูล: ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี(จบ)

ข่าวการเมือง 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 89 กำหนดว่า ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีข้อห้ามตาม มาตรา 160 โดย 1 ในข้อกำหนดคือ "ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98" ว่าด้วยคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ประเด็นที่น่าสนใจคือ "มาตรา 98 (12)"กำหนดว่าผู้สมัคร สส. "ต้องไม่เป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง"

นอกจากนี้ "มาตรา 98 (15)" กำหนด ไว้ว่า "ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกต ว่าผู้ถูกเสนอชื่อของบางพรรคอาจขาดคุณสมบัติ เพราะมีตำแหน่งและได้รับเงินเดือนจากงบประมาณ แผ่นดิน ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน ขณะนั้นประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540

ซึ่งในมาตรา 109 (11) ระบุว่าผู้สมัคร รับเลือกตั้งทั้ง สส. และทั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องต้องไม่เป็นเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ทำให้เกิดเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมากเนื่องจาก กกต. ในขณะนั้นตัดสิทธิผู้สมัคร สว. ไปหลายคน สุดท้ายแล้ว กกต. จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในตำแหน่งต่างๆ ที่มีปัญหา ข้อถกเถียง รวม 28 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 2. กรรมการอิสลามประจำจังหวัด 3. กรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 4. ประธานหรือกรรมการบริหารขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 5. ประธานหรือกรรมการในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) 6. กรรมการการประถมศึกษาจังหวัด 7. กรรมการสภาประจำสถาบันราชภัฏ 8. กรรมการ สภาสถาบันราชภัฏ 9. อนุกรรมการข้าราชการ ตำรวจประจำจังหวัด (อ.ก.ตร.จังหวัด) 10. อนุกรรมการ ข้าราชการครูสามัญ (อ.ก.ค.จังหวัด)

11. อนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) 12. อนุกรรมการสามัญประจำกรม (อ.ก.พ.กรม) 13. อนุกรรมการสามัญประจำจังหวัด (อ.ก.พ.จังหวัด) 14. อนุกรรมการข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 15. อนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ยากจน 16. กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 17. กรรมการของสถาบันพระปกเกล้า 18. กรรมการการนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 19. กรรมการองค์การ คลังสินค้า 20. อนุกรรมการในคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนระดับจังหวัด

21. กรรมการสภาสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 22.กรรมการสภาทนายความ 23. กรรมการมรรยาททนายความ 24.กรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาล เขตสุขาภิบาล และเขตราชการส่วนท้องถิ่น 25. กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 26. กรรมการสภามหาวิทยาลัย 27. กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ 28.ผู้พิพากษาสมทบโดยศาลรัฐธรรมนูญมี "คำวินิจฉัยที่ 5/2543" ระบุว่า ตำแหน่งที่ 1-27 ข้างต้นนั้นไม่ใช่ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยให้เหตุผลว่า การใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่ระบุ ข้างต้น เป็นการใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยคณะบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็น คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ กรรมการหรืออนุกรรมการแต่ละคนไม่สามารถใช้อำนาจ หน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นของคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการได้ด้วยตนเองโดยลำพัง เพราะกฎหมายให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ

ส่วนตำแหน่งที่ 28 หรือผู้พิพากษา สมทบนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ โดยให้เหตุผลว่า ผู้พิพากษาสมทบเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย คือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539

โดย พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี ผู้พิพากษาสมทบจึงมี อำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติการให้เป็นไป ตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังบัญญัติให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยสำหรับข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการมาใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาสมทบโดยอนุโลม ผู้พิพากษาสมทบจึงอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งบัญญัติ ผู้พิพากษาสมทบได้รับค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พัก และค่าตอบแทนอย่างอื่น!!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ