คอลัมน์คลังข้อมูล: รายได้ของพรรคการเมือง(จบ)

ข่าวการเมือง 4 มีนาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ.2560 "มาตรา 75" บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ตามมาตรา 74 จะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ให้แก่พรรคการเมืองหรือสมาชิกเพื่อดำเนินกิจการของพรรคการเมืองหรือเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมิได้, "มาตรา 76" ห้าม มิให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน อื่นใดของรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ พรรคการเมืองหรือเข้าร่วมกิจกรรมตามมาตรา 64

กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ตามวรรคหนึ่ง ให้หมายถึงกิจการที่รัฐเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้น อยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ หรือมีจำนวนถึง หนึ่งในสามของหุ้นส่วนหรือหุ้นทั้งหมดของ นิติบุคคลนั้น นอกจากนี้มาตรา 76 ยังให้ใช้ บังคับกับวัด หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศาสนาและองค์กรทางศาสนาไม่ว่าจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ด้วย

โดยคณะกรรมการ (คณะกรรมการ การเลือกตั้ง-กกต.) จะกำหนดให้ใช้บังคับกับ นิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ สาธารณะ หรือนิติบุคคลที่มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหากำไรมาแบ่งปันกันด้วยก็ได้, "มาตรา 77"เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. นี้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดมาตรการและวิธีการที่จำเป็นให้พรรคการเมืองปฏิบัติ

เพื่อให้การรับบริจาคของพรรค การเมืองเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เปิดเผย และตรวจสอบได้ และให้มีหน้าที่ตรวจสอบ ความถูกต้องของการบริจาคแก่พรรคการเมือง รวมทั้งให้มีอำนาจออกคำสั่งตามที่เห็นสมควร เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิบัติให้เป็นไปโดยถูกต้อง และให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ!!!

สำหรับ "บทกำหนดโทษ" กรณีฝ่าฝืนมาตรา 64 (ไม่เปิดเผยที่มาของเงินหรือสิ่งอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคต่อสาธารณะ) หรือมาตรา 71 (ไม่แจ้งบัญชีเงินฝากและจำนวนเงินที่ใช้เปิดบัญชีแก่นายทะเบียนเลขาธิการ กกต.) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง, กรณีฝ่าฝืนมาตรา 64 (จัดกิจกรรมที่มี จุดประสงค์ระดมทุนสนับสนุนพรรคการเมือง โดยไม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเพื่อการดังกล่าว) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท,

กรณีฝ่าฝืนมาตรา 66 (ว่าด้วยการบริจาคเงินหรือสิ่งใดๆ ให้พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี หรือหากกระทำในนามนิติบุคคลโดยบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ให้ศาลสั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคล ซึ่งสั่งการหรือรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นด้วย,

กรณีฝ่าฝืนมาตรา 72 (กรณีรับเงินหรือสิ่งอื่นๆ ในกรณีที่รู้ ควรรู้ หรือสงสัยว่ามีที่มาผิดกฎหมาย) ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้นั้น, กรณีฝ่าฝืนมาตรา 73 (กรณีข้าราชการการเมือง-ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในทางการเมืองเรี่ยไรหรือชักชวนให้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี- 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาท-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี,

กรณีฝ่าฝืนมาตรา 74 (พรรค การเมืองหรือสมาชิกรับเงินหรือสิ่งอื่นๆ จากบุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลอันต้องห้าม เว้นแต่เป็นกรณีสมาชิกพรรครับไว้ในลักษณะที่ไม่ได้นำไปใช้ในกิจกรรมทาง การเมือง) มาตรา 75 (ห้ามบุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลอันต้องห้าม บริจาคเงิน หรือสิ่งอื่นๆ ให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง)

และมาตรา 76 (กรณีห้ามหน่วยงานรัฐ ทุกประเภท องค์กรศาสนา รวมถึงองค์กรที่ตั้งขึ้น โดยไม่แสวงหาผลกำไร) ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากกระทำในนามนิติบุคคลโดยบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคล ซึ่งสั่งการ หรือรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล นั้นด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ