คอลัมน์: ชายคาพระพิรุณ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 11 มีนาคม 2562 00:00:05 น.
ขุนเกษตรา

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 44 ปี ของการจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ยึดมั่นพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักแนวทางดำเนินงาน โดยการผสมผสานแนวคิดของการจัดที่ดิน พัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์  เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงการคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรมให้เป็นของเกษตรกรตลอดไป และในโอกาสที่ ส.ป.ก. ก้าวสู่ปีที่ 44 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกว่า ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก.จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาในเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จึงได้ สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด แต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ท่านใดท่านหนึ่งเป็น ผู้จัดการพื้นที่เพื่อดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ละพื้นที่หรือแปลง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งผู้จัดการพื้นที่จะต้องรู้ทุกอย่างทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกร เช่น สภาพพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร และแนวทางการบูรณาการเพื่อการพัฒนาในองค์รวม รวมถึงรูปแบบและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานวนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย social enterprise มี ปทจ. เป็นผู้จัดการพื้นที่ และมี ผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่านเป็น supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น backbones ที่จะ สนับสนุนการทำงานให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ "การที่เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน" มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขใน ครอบครัว การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยม "ALRO ALERT" ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อให้ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นพื้นที่ เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย ตลอดไป...

ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังทยอยออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมรับมือวางแผนบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะทุเรียนเน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ต้น โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปี ที่ผ่านมาทุกชนิด คือ ทุเรียน จำนวน 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 403,906 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.73  เงาะ จำนวน 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 173,224 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 มังคุด จำนวน 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 73,576 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 146.53 และลองกอง จำนวน 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 16,319 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 โดยประชุม คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำหรับทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภคได้กำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย พร้อมทั้งรณรงค์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง