กินยาอย่างไรไตไม่พัง

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2562 00:00:22 น.

เนื่องในวันไตโลก วันที่ 14 มีนาคม ของทุกปี โรงพยาบาล พระรามเก้า ตระหนักถึงความสำคัญพร้อมร่วมรณรงค์เพื่อให้ทุกคนดูแลป้องกันตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคไต หลังข้อมูล จากกรมการแพทย์ พบว่า คนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน โดยกว่า 100,000 คน เป็นผู้ป่วยไตเรื้อรัง ระยะสุดท้าย ที่ต้องได้รับการ ฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งนอกจากต้องเสีย ค่าใช้จ่าย ค่ายา ค่ารักษา พยาบาลเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผล ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติ

เภสัชกรหญิงแพรพิไล สรรพกิจจานนท์ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และที่สำคัญคือ การใช้ยา และสมุนไพรที่ทำอันตรายต่อไต โดยคนไข้ไตที่เกิดจากการควบคุมโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงไม่ได้ พบว่าไม่ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะเชื่อว่าการรับประทานยามากๆ จะทำให้ไตพัง ซึ่งไม่ใช่ยาทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปแล้วจะไปมีผลต่อไต ในการทำการรักษาแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกยาและขนาดยาที่เหมาะสมกับสภาวะของคนไข้ และมีการตรวจติดตามค่าการทำงานของไตเป็นประจำ โดยเฉพาะใน ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไข้ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ปฏิบัติตัวตาม คำแนะนำของแพทย์ และมาตรวจติดตามผลการรักษา เป็นประจำ เมื่อควบคุมโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ได้แล้ว ความเสี่ยงในการเป็นโรคไตเรื้อรังก็จะลด น้อยลง

แต่ประเด็นหลักที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันคือ การซื้อยามารับประทานเอง ยาที่เป็นอันตรายต่อไตที่พบปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มยาแก้ปวดแก้อักเสบชนิดไม่ใช่ สเตียรอยด์ หรือยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่คนไทยนิยมใช้เป็นจำนวนมาก เพราะเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เป็นยาที่ใช้กันอยู่แล้วในชีวิต ประจำ ไม่ว่าจะใช้เป็นยาลดไข้ ใช้บรรเทาอาการ ปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดจากโรคเกาท์ ข้อเข่าเสื่อม ปวดประจำเดือน และแก้อาการปวดฟัน ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาโปรเซน ไดโคลฟีแนค เป็นต้น เนื่องจากยากลุ่มนี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ทำให้การทำงานของไตแย่ลง หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือรับประทานยาในกลุ่มเอ็นเสดซ้ำซ้อนก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

นอกจากนี้ ยาอื่นๆ ที่พบว่ามีผลต่อไต ได้แก่ ยาต้านจุลชีพบางชนิด เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) สเตรปโตมัยซิน (Streptoมmycin) ไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) ซึ่งควร ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ทุกครั้งก่อนใช้ยา แต่ที่อันตราย กว่านั้นคือ การรับประทานยาชุด

ยาสมุนไพร ยาบำรุง และอาหารเสริม ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ระบุตัวยา และส่วนประกอบที่ชัดเจน ซึ่งมักมีการลักลอบใส่สารที่เป็นอันตรายและเป็นพิษต่อไต ทำให้ เนื้อไตอักเสบเฉียบพลันหรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มดังกล่าว แต่หาก มีอาการเหนื่อยง่าย บวม ปวดสีข้างด้านหลัง ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ หรือปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนโรคไต แนะนำให้รีบไป พบแพทย์ เพื่อตรวจการทำงานของไต และดูแลรักษาอย่างถูกต้องก่อนที่เนื้อไตจะถูกทำลายอย่างถาวร จนกลายเป็นโรคไตวายเรื้อรัง

กินยาอย่างไรไตไม่พัง เภสัชกรหญิงแพรพิไล แนะนำว่า อย่างแรกคือ ลดปริมาณการใช้ยาที่ไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนซื้อยา รับประทานเอง หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ รับประทานอยู่ว่าซ้ำซ้อนกัน หรือมีผลต่อการทำงานของไตหรือไม่ ในผู้ป่วยโรคเรื้อรังก็ควรไปพบแพทย์เป็นประจำ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองอย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ ไตก็จะอยู่ให้ร่างกายเราพร้อมใช้ไปตลอดชีวิต

บรรยายใต้ภาพ
เภสัชกรหญิงแพรพิไล สรรพกิจจานนท์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง