คอลัมน์: ชายคาพระพิรุณ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 18 มีนาคม 2562 00:00:52 น.
ขุนเกษตรา

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนด นโยบาย "การตลาดนำการผลิต" เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ แสวงหาความร่วมมือ จากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม พร้อมทั้ง ยังได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่อง พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงานแถลงข่าว "การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562" เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง โดยนางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดในครั้งนี้จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย.ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐได้เข้ามาผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะได้ไม่เกิดปัญหาใน ภายหลัง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรไทยเก่งผลิตแต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเที่ยวชมฤดูกล้วยไม้ป่าบาน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พบกับดอกกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ มากกว่า 70 ชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพร้อมขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่ากระจายสู่ชุมชน

นอกจากภารกิจในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชเพื่อกระจายสู่ชุมชนของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายาก และนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเน้นหนักไปที่ กล้วยไม้ป่า ซึ่งได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่ามากกว่า 70 ชนิด และได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม อาทิ ไอยเรศ และรองเท้านารีเหลืองตรัง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และสำหรับ ว่านเพชรหึง ที่ถือเป็นราชินีกล้วยไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นไฮไลท์ของศูนย์ฯ ซึ่งจะออกดอกเพียง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในวันเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00- 17.00 น. อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง