คอลัมน์: เลาะรั้วเกษตร: ก่อนจะเข้าคูหากากบาทให้ใคร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 00:00:32 น.
แว่นขยาย

เหลืออีกเพียง 2 วัน ประชาชนคนไทยก็จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันแล้ว หลังจากห่างหายบรรยากาศแบบนี้มา 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ดูท่าว่าจะมีผู้ตื่นตัวมาใช้สิทธิ์กันมาก เพราะมีสัญญาณบอกมาตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว คึกคักกันน่าดู

โค้งสุดท้ายของการหาเสียง สำหรับพื้นที่ กทม. พรรคการเมืองเริ่มระดมป้ายหาเสียงมาติด 2 ฟากถนน จนไม่มีทางเดิน ต้นไม้ทุกต้น เสาไฟฟ้า ทุกเสา ถูกใช้เป็นขาตั้งป้ายหาเสียง ไม่ว่าทางแยก หรือปากซอยต่าง ๆ จนบดบังสายตาผู้ใช้ยานพาหนะ ชาวประชาก็ต้องอดทนเอาอีกนิด..

ในป้ายหาเสียงจะเห็นภาพถ่ายผู้สมัคร ชื่อผู้สมัคร หมายเลขผู้สมัคร ชื่อพรรค ภาพถ่ายหัวหน้าพรรค หรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค บ้างยืนแอบหลัง บ้างยืนข้างหน้าใหญ่กว่าผู้สมัคร ก็ว่ากันไปแล้วแต่เทคนิควิธีที่คิดว่าจะให้ประชาชนจำได้นอกจากนี้ยังมีนโยบายสำคัญของพรรค เป็นต้นว่า ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท ค่ารถเมล์ 10 บาทตลอดสาย 40 บาทตลอดวัน ปลูกกัญชาเสรี ขับ grab ถูกกฎหมาย หยุดคอร์รัปชั่น รักษาพยาบาลฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ฯลฯ ต่างก็สรรหามาขึ้นป้ายเรียกคะแนนนิยม

ส่วนนโยบายของพรรคที่มากกว่านั้น ก็ต้องอาศัยการไปฟังที่เวทีปราศรัยบ้าง ประชันวิสัยทัศน์กันทางสื่อบ้าง เข้าไปค้นหาในโซเชียล มีเดียบ้าง

พยายามหาดูนโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก นอกเหนือจากการเกทับกันระหว่างพรรค ถึงการทำให้ราคาพืชผลเกษตรมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าว ซึ่งเป็นการแต่งตัวเลขสวย ๆ เป็นต้นว่า ยางกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาทบ้าง 80 บาทบ้าง แถมหัวหน้าพรรคบางพรรคยังอ้างอีกว่า สมัยที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ราคายางสูงกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

ราคาข้าวก็เช่นกัน ข้าวขาวเกวียนละ 10,000 บาท ข้าวหอมมะลิต้องราคาไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 15,000 บาท บางพรรคบอกว่าต้อง 17,000 บาท โดยไม่เอ่ยถึงโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาข้าวของผู้บริหารพรรคในอดีตที่เคยเป็นรัฐบาล....

บางพรรคบอกว่า ให้นำสินค้าเกษตรหลักทุกชนิดขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แก้ปัญหาให้ราคาอยู่ในเกณฑ์มีกำไร....ดูดี....แต่ไม่ทราบวิธีการ คงไป ระดมสมองคิดกันตอนได้เป็นรัฐบาลแล้ว (ถ้าได้เป็น)

บางพรรคชูนโยบายเกษตร 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง นี่ก็ดูดี แต่ในอดีตที่ผ่านมาและกำลังจะเป็นอดีตในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านั้น นโยบายที่ว่านี้ใช้งบประมาณสูงเหลือเกิน ถ้าเงินที่ใช้ไปทำให้โครงการทั้งหลายมีความยั่งยืนก็คุ้มค่า แต่ที่ผ่านมาตอบได้ไหมว่ามีอะไรบ้างที่ยั่งยืน....

มีบางพรรคที่พูดถึงที่ดินทำกิน จะเร่งแก้ปัญหาโดยการออกเอกสารสิทธิ์ให้ถูกต้องบ้าง จะพัฒนาเป็นมีโฉนดสีฟ้า ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรัฐบ้าง เรื่องที่ดินนี้แค่แก้ปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิในที่ดินทำกินนั้นๆ ทำการเกษตรในที่ดินของตนเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง จริงๆ ไม่เอาไปขายให้คนอื่นเรื่องนี้เรื่องเดียว ตลอดอายุรัฐบาล 4 ปี ก็คงแก้ได้ไม่หมด เพราะปัญหา ที่ดินส.ป.ก. หรือที่ดินในเขตป่าสงวน สะสมมา เนิ่นนาน แม้ให้พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยเป็นรัฐบาล ทำเรื่องนี้เรื่องเดียวก็เถอะน่า....แก้ไขได้หมดหรือไม่...

มีนโยบายของบางพรรค ที่หัวหน้าพรรคถูกลูกพรรคในพื้นที่บางจังหวัดจัดฉากให้ไปดูการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมของชาวเกษตรอยู่ในขณะนี้แถมยังหาคนเป็นมะเร็ง คนถูกตัดขา และคนเจ็บป่วยที่อ้างว่าเกิดจากการได้รับพิษของสารเคมีดังกล่าวมาต้อนรับ ถึงกับกลายมาเป็นนโยบายของพรรค ที่เรียกว่า กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน

กองทุนนี้จะให้เกษตรกรกู้เงินไปปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ปลอดสารพิษ เพื่อขายให้ได้ราคาสูงกว่า ปลูกน้อย แต่ราคาสูง ให้กู้เงินไปซื้อเครื่องจักรกลมากำจัดวัชพืชแทนการใช้สารเคมี....คงต้องให้หัวหน้าพรรคท่านรำลึกถึงอดีตที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าแค่ให้เกษตรกรผลิตแบบ GAP ซึ่งปลอดภัยเหมือนกับไร้สารพิษเหมือนกัน สมัยท่านในครั้งกระนั้นก็ยังยากเลย.....

เลือกตั้งคราวนี้ มีพรรคการเมืองมากหน้าหลายตา นักการเมืองที่ลงสมัครก็มากหน้าหลายตา บางคนเป็นขาประจำ บางคนหน้าใหม่แกะกล่อง บางคนเคยได้ยินชื่อเสียงสมัยรับราชการ บางคนก็ยังมีบทบาทอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน ชื่อพรรคการเมืองเจ้าประจำก็มี เลียนแบบเจ้าประจำก็มี ตั้งขึ้นใหม่เป็นสาขาของพรรคเก่าก็มีเป็นแบ๊กอัพของพรรคใหม่ก็มี

ชั่งใจให้ดีก่อนเข้าคูหากากบาทให้ใคร....อนาคตประเทศไทย...เลือกกันให้ดีนะพี่น้อง....ฟ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง