คอลัมน์: RETRO: โจ-นินนาท สินไชยสุข ที่จะก้าวหน้าแบบพอเพียง

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 00:00:43 น.

สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ พาไปอัพเดทชีวิตของอดีตพระเอกคนดัง โจ-นินนาท สินไชย นักแสดงเจ้าบทบาท จากหลากหลายผลงาน อาทิ ละครสี่แผ่นดิน ภาพยนตร์ ขวัญ-เรียม ที่ปัจจุบันผันตัวเองไปทำงานด้านพิธีกร ผลิตรายการ และคลุกคลีในแวดวงพืชสวนทางการเกษตร เป็นส่วนใหญ่ ... ไม่ขอเกริ่นไปไกลให้มากความ ตามไปฟังเรื่องราวของเขากันดีกว่าค่ะ

ชีวิตวัยเด็ก

ตอนเด็กๆ โชคดีมาก ที่ไม่เป็นสาวครับ (หัวเราะ) เพราะมีพี่สาว 2 คน ผมเป็นคนสุดท้อง ห่างกันคนละปี พอดี แล้วผู้หญิงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย ผมตัวเล็กสุดในบ้าน ก็จะโดนแกล้งสารพัด อย่างเขาไปเรียนวิทยาศาสตร์มา ก็จะเอามาทดลองกับน้อง เอาขั้วแบตเตอรี่ก้อนมาจี้ที่ลิ้นเรา เราก็ช็อตๆๆ หรือแม้กระทั่งบังคับให้เอานิ้วจุ่มน้ำ ไปจิ้มที่เต้ารับไฟฟ้า แล้วเขาสองคนก็เอาผ้าขนหนูพันไว้ที่ผม คอยดึง วันนั้นแขนชาไปทั้งวันเลย ตอนนั้นถ้าไม่ทำตามก็จะโดนรุม และเขาก็สั่งห้ามฟ้องพ่อแม่ เราเด็ก ก็ได้แต่ ทำตามพี่ๆ พอวันรุ่งขึ้นก็ลืมแล้วครับ หรือไม่ก็โดนจับใส่วิก แต่งตัวเป็นผู้หญิง เพราะเขาอยากได้น้องสาวกัน แต่ ทุกวันนี้รักกันดีนะครับ(หัวเราะ) แล้วสนิทกันมาก เพื่อนๆ ของพี่สาวทุกคน ผมก็สนิทด้วยหมด

ประสบการณ์ในโรงเรียน

ผมค่อนข้างเป็นเด็กเรียน อย่างที่บอกว่าโชคดีที่ไม่เป็นสาว เพราะจะออกแนวผู้ชายเรียบร้อย เงียบๆ หงิมๆ โดนพี่ๆ กระทำ จนหงอ ไม่กล้านอกลู่นอกทาง แต่พอเข้ามัธยม เริ่มมีกลุ่มเพื่อน ก็จะไปเน้นกิจกรรมตามเพื่อน เริ่มไม่ตั้งใจเรียน พอ ม.3 ก็เลยถูกส่งไปอยู่กับคุณลุง ที่อเมริกา เรียนที่อเมริกาก็แย่ เพื่อนเยอะ กิจกรรมแน่น เที่ยวเก่ง จนพอจะขึ้น ม.6 คุณลุงถามว่าจะเอายังไง ถ้ายูเกรดไม่ดีแบบนี้ ยูต้องกลับเมืองไทยนะ เพราะมหาลัย ที่นั่นไม่มีที่ไหนรับแน่นอน เราก็มานั่งคิด กลับมาก็ไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบเอ็นท์ เพราะตอนนั้นยังเป็นระบบเก่าอยู่ พอ ม.6 ก็เลยหยุดเล่นกีฬา ทุกอย่าง กลับมาตั้งใจเรียน ปรากฏว่าเข้ามหาลัยที่นั่นได้ งงกับชีวิตตัวเองเหมือนกัน (หัวเราะ) ในปีเดียวฉลาด ขึ้นมา มีรูปติดบอร์ดโรงเรียนเลย ก็เลยเลือกเรียน คณะรัฐศาสตร์ เพราะเมืองที่ผมอยู่ ใกล้กับชิคาโก แล้วทาง กงสุลที่นั่นแจ้งว่ามีรัฐบาลจะให้ทุนนักเรียนไทย ที่เรียนสาขานี้ แต่ไม่มีใครเรียนเลย เพราะสมัยก่อน เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองมาก ก่อนจะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จนไม่มีใคร อยากจะรับราชการ เราก็เอาเลย สนใจ แล้วเป็นคนไทย คนเดียว สอบติดได้ SAT (Standard American Test) จาก 620 ได้ 580 (เดี๋ยวนี้ต้อง 600 อัพแล้ว) ปีแรกเข้าเรียน ก็อีหรอบเดิม เละเทะ คาราโอเกะทุกคืน มีรถขับก็ไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมีอะไรมาเตือนสติอีก คือตอนเรียนไฮสคูลเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเยอรมัน ได้ A มาตลอด แต่พอเข้ามหา'ลัย ได้ F!! ก็เลยหยุด แล้วกลับมาตั้งใจเรียน ขนาดที่ว่าไม่กลับไทยเลย ทุกซัมเมอร์ก็ลงเรียนเต็มหมด จนจบปริญญาตรีใน 3 ปีครึ่ง

เข้าวงการแบบไม่รู้ตัว

ย้อนก่อนว่าช่วงเรียนปี 2 ผมไปสมัครงานเป็น Intern (เด็กฝึกงาน) ให้กับ UN เรียนจบ เขาก็บรรจุให้เป็นพนักงานประจำ ได้ตังค์เป็น USD / สัปดาห์ เดือนหนึ่ง ได้เกือบ 800 เหรียญ แล้วเสาร์-อาทิตย์ก็ทำเดลิเวอรี่ส่งอาหาร เรียกว่าเงินดี งานดี แล้วก็ทำเรื่องปริญญาต่อ เช่าบ้านอะไรเรียบร้อย ก็กะว่าจะกลับมาไทยสัก 4 เดือน ค่อยกลับไป ตอนนั้นช่วงปี 1998 จำได้แม่นเลย อายุ 21 พอดี กลับมาแล้วเห็นรถที่บ้านไม่ค่อยสะอาด ก็เลยเดินออกจากบ้านไปตรงแถวโรงแรมดุสิต เพื่อหาซื้อเครื่องฉีดน้ำ จะเอาไปล้างรถ นึกสภาพนะ อากาศร้อนมาก แล้วผมใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ มือหนึ่งก็หิ้วเครื่องฉีดน้ำ กำลังจะหาทางกลับบ้าน ก็มีคนมาถามว่าลองขึ้นไปคุยกันหน่อยไหม เป็นบริษัทที่รับงานโฆษณาของโตโยต้า เราไม่ได้ยินหรอกนะ ว่าเขาพยายามจะพูดอะไร แต่สนใจแค่ว่าเข้าไปตรงนั้น น่าจะเย็นนะ (หัวเราะ) สรุปว่าขึ้นไปปุ๊บ ตกใจเลย มีทั้งเอเจนซี่ ลูกค้า แล้วก็โปรดักชั่น นั่งประชุมกันเต็มโต๊ะ รูปเกือกม้าเลย คือบังเอิญเขากำลังหาพรีเซ็นเตอร์อยู่พอดี ไฟนอลแล้ว เขาหาได้ 4 คน ยังขาดอีก 1 คน แล้วแต่ละคน ก็คือ คุณดาว (พอฤทัย ณรงค์เดช), ภูริ หิรัญพฤกษ์, เคน-ธีรเดช แบบนี้ แล้วผมเดินเหงื่อซกขึ้นมาเลย ก็ตอบคำถามตามที่เขาถามไป พอเสร็จก็กลับบ้าน ปรากฏว่าเขาติดต่อมาให้ไปถ่ายโฆษณาโตโยต้า ก็เลยได้งานแรก ในชีวิตเป็นโฆษณารถยนต์ ตอนนั้นทำเอาบริษัทเขาเกือบเจ๊ง เพราะสมัยก่อนถ่ายด้วยฟิล์ม ผมพูดแค่ประโยคเดียว แต่เทคยับเลย แล้วเสร็จเขาก็โหวตกัน ว่าจะรับเป็นค่าตัว หรือรับเป็นรถ เราก็กำลังจะยกมือเอารถครับ ปรากฏคนอื่น เลือกเงินกันหมดเลย (หัวเราะ)

กลับสู่มาตุภูมิ

ช่วงที่กลับมาตอนนั้น บังเอิญอีกเหมือนกันครับ ไปเห็นเขาติดป้ายประกาศรับสมัครเรียนปริญญาโท ที่จุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ สาขาการทูต เราก็ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปกรอกใบสมัคร เขาก็เรียกทำข้อสอบ สอบสัมภาษณ์ สรุปเข้าได้อีก ประกอบกับจะไปจับใบดำใบแดงเกณฑ์ทหารพอดีด้วย ผมไม่ขอผ่อนผัน เพราะตั้งใจเลยว่าได้ใบแดงก็ดี คือไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะอยู่หรือกลับอเมริกา แต่ปรากฏว่าได้ใบดำ เพราะพระที่เข้าแถวจับก่อนหน้าผม ได้ใบแดงกันหมดเลย (หัวเราะ) จนเต็มโควตา ผมเลย ไม่ต้องจับ สุดท้ายก็เลือกเรียนต่อโทที่ไทย เหมือนตอนไปถ่ายโฆษณา ไม่ได้คิดอะไร ก็ทำๆ ไป ที่อเมริกาก็ทิ้งเลย ค่ามัดจำ ค่าเช่า ก็ให้เขายึดไป

ละคร-ภาพยนตร์วิ่งเข้าหา

จากโฆษณาโตโยต้า ก็มีงานติดต่อเข้ามา เยอะแยะมากมาย แต่เราก็ปฏิเสธไปเยอะมาก เพราะเรายังต้องเรียน และตอนนั้นก็เข้าไปฝึกงานที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย แต่งานด้านนั้นไม่ใช่ตัวเรา ก็เลยจบไป ส่วนที่ได้เล่นละครเรื่องแรก "ดอกฟ้ากับเทวดาเดินดิน" เพราะทีมงานเขาตื๊อเก่งครับ (หัวเราะ) เอารถตู้มารอรับเลย แล้วที่ตลกคือ ผมก็ไป ใจง่ายมาก (หัวเราะ) แต่ผมก็มีจุดยืนเรื่องเวลาเรียนกับทำงาน จนผู้จัดหลายคนโมโห งอนไปเลย แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาโมโห ก็บอกเขาแค่ว่าเวลามันเต็มแล้วจริงๆ จนกระทั่งได้ F อีกแล้ว!! ก็เลยต้องหยุดรับงาน แต่ไม่ได้เลิกเลย เพราะทางผู้จัดเขา เสียหาย ค่อยๆ ลดปริมาณลง จนรักสถาบันมาก เรียนไป 5 ปี ถึงจะจบป.โท

รับมือกับความเปลี่ยนแปลง

สมัยนั้นผมไม่รู้หรอกว่าอะไรคือดัง-ไม่ดัง ผมโดนบ่มเพาะมาจากรุ่นมี้-พิศมัย อยู่ในกองแกก็สอนหลายๆอย่าง แล้วมี้นั่งเครื่องบินมาจากเชียงใหม่เลยนะ เพื่อมากองละคร ตื่นตี 4 แต่งหน้าเอง เขาจะใช้หรือไม่ใช้ ต้องมาถึงกองก่อน แล้วไม่เคยรับงานซ้อน ผมด้วยความที่ไม่รู้เรื่อง แล้วก็เกรงใจ ก็เคยรับงานซ้อน หลังจากนั้น ทำงานไม่ดีสักอัน เพราะใจมันกระวนกระวาย ร้อนรน จนเสียหายทั้ง 3 ฝ่าย คือคนจ้างคนแรกก็เสียหาย คนที่ มาจ้างเราต่อก็เสียหาย เพราะเราไปไม่ทัน เราเองก็ทำงานได้ไม่ดี จนจำฝังใจเลย จากนั้นก็เลยได้เรียนรู้ และจำมาตลอด นักแสดงสมัยก่อนเขาขอแค่ 2 อย่าง หนึ่งคือตรงต่อเวลา สองคืออย่ายุ่งกับยาเสพติด ที่เหลือจะทำอะไรเรื่องของคุณ ก็เลยฝังหัวผมมาจนทุกวันนี้ นัด 10 โมง ผมออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงครึ่งแล้วเพราะฉะนั้นที่ถามว่ารับมือกับความดังยังไง ผมไม่ทันได้รู้ครับ เพราะตี 3 ตื่นไปเข้ากอง พอเลิกกองเสร็จรถตู้ก็มาส่งที่มหา'ลัย จากมหา'ลัยเสร็จ ก็กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นไม่เจอคนข้างนอกเลย จะมีเพื่อนก็เพื่อนในกอง เล่นกับสวัสดิการ ช่างไฟ แล้วสมัยก่อนสนุก ยังไม่มีโทรศัพท์เล่น ไม่มีโซเชียล ว่างก็ออกกำลังกาย มีปฏิสัมพันธ์กันในกอง ได้เรียนรู้ งานด้านต่างๆ เรื่องดัง-ไม่ดังเลยไม่ได้รับรู้ ตอนนั้นชัดเจนแค่ว่าทำงานเพื่อเงินครับ

จุดเปลี่ยนของชีวิต

น่าจะเป็นช่วงที่ผมถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "ขวัญ-เรียม" เพราะต้องใช้เวลาถ่ายทำนานมาก แล้วไปถ่ายต่างจังหวัดตลอด ทำให้เราเริ่มซึมซับความเป็นธรรมชาติ เริ่มชอบธรรมชาติ จริงๆ อาจจะชอบจากที่อเมริกาด้วย เพราะตอน อยู่ที่อเมริกา เปิดประตูหน้าบ้านมาเป็นทุ่งข้าวโพด กวางวิ่ง ผ่านหน้า ทุ่มหนึ่งนี่ปิดไฟเงียบหมด แล้วไม่มีรถเมล์ ถ้าไม่ทันรถโรงเรียน ก็ต้องเดิน จากตรงนั้น น่าจะมีส่วนให้ผมกลายเป็นคนรักธรรมชาติ จนผมไปเจอที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ราชบุรี เลยซื้อไว้เพื่อทำสวน และประจวบกับมีคนมาจ้างทำรายการเกี่ยวกับสวน ชื่อ The Gardener ผมก็เลยผันจากงานแสดง มารับงานพิธีกรมากขึ้น เริ่มจากรายการ Dezign ก่อน คือติดใจ ถ่ายเสร็จเร็วดีจัง เพราะปกติผมต้องไปคนแรกของกอง แล้วกลับคนสุดท้าย แถมไม่มีถ่ายข้ามคืน ก็เลยชอบงานพิธีกร แล้วตอนนั้นมียุคหนังแผ่นมา ผมก็ไปรับเล่นตรงนั้นเยอะมาก เพราะงานเสร็จเร็ว ไม่ยืดเยื้อ (เลยทำให้ถูกเม้าท์ว่าเป็นเกย์?) ก็ด้วยครับ แต่จริงๆ ข่าวนี้มีมานานแล้วครับ ก็อย่างที่เห็น ไม่ได้มีอะไร

เบนความสนใจสู่งานสวน

พอได้ทำสวน กลายเป็นชอบมาก ไปสัมภาษณ์ใครมา ก็ใช้ครูพักลักจำ ปลูกทุกอย่าง ช่วงนั้นเป็นช่วงต้มยำกุ้ง รายการทีวี.ก็จะได้เงินสนับสนุนจากราชการ ให้ทำรายการส่งเสริมและถ่ายทอด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จน 7 วัน ผมมีถ่าย 9 รายการ แล้วผมถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ 6 เดือน สัมภาษณ์ตั้งแต่ชาวไร่ชาวนา ไปจนถึงเจ้าของกิจการ จนรู้ทุกสิ่งอย่าง ปลูกทุกอย่าง รถเก๋งมาทำงานนี่มีแต่พืชผล ตะไคร้ ข่า ขิง ใบมะกรูด ขนมาเต็มคัน จนหน้ารถลอย เพื่อเอาไปแจกเขา กระทั่งเข้าตากรรมการ ได้เอาผลผลิตทางการเกษตร ทั้งที่แปรรูป และไม่แปรรูปส่งขายตามห้าง ภายใต้แบรนด์ว่า happy veggie พอได้ตังค์ ก็ค่อยๆ แบ่งสัดส่วน เก็บเงินมาเรื่อยๆ จนได้สร้างเป็นที่พัก farmstay ซื้อรถห้องเย็นไว้ ขนส่ง และสร้างครัวปิด ได้มาตรฐานต่างๆ ผมทำมา 10 กว่าปี ได้กำไรไม่มาก แต่ได้เรื่อยๆ ครับ

หน้าที่การงานในปัจจุบัน

นอกจากผลผลิตแปรรูป และโฮมเสตย์ที่เล่ามา ซึ่งสามารถรันงานได้เองแล้ว ผมก็มีงานพิธีกรฟรีแลนซ์ ที่ส่วนมากจะเป็นงานราชการ รับจ้างมาทำ และก็มีทำรายการของตัวเอง Nature Hunter ส่วนรายการ The Gardener ทำกับทางอมรินทร์ และเชื่อมโยงกับงานเขียนคอลัมน์ลงหนังสือ "บ้านและสวน" ด้วยครับ

กิจกรรมยามว่าง

เล่นกีฬาครับ ส่วนใหญ่ผมจะเล่นกีฬาทุกวัน อยู่แล้ว อาทิตย์หนึ่งก็จะมีสัก 5 วัน ไม่ได้เก่งสักอย่างนะ เล่นเพื่อออกกำลังกาย ก็จะมีต่อยมวย วิ่ง เข้าฟิตเนสบ้าง ผมตอนนี้ก็ 44 แล้ว ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพ และการออกกำลังกายกันหน่อย (หุ่นยังเป๊ะ จนมีคนให้ฉายา "ยิ่งแก่ยิ่งแซ่บ"?) จริงเหรอ ... (หัวเราะ) ต้องบอกเขาว่า ต้องลองชิม(หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมอ้วนนะ อันดับแรกต้องขอบคุณนะครับ เพราะถือเป็น คำชม ด้วยความที่เรายังรักอาชีพนี้อยู่ ก็ต้องดูแล พอเราทำแล้วเราก็เอ็นจอย ผมตื่นตี 5 ทุกวัน และตอนนี้เพิ่งเริ่มหัดเดินสมาธิ ขวาก้าวหนอ ซ้ายก้าวหนอ ทำสัก 10 นาที ตรงนี้ก็ทำให้เรามีสติ มากขึ้น ผมว่าคนเราควรจะโตขึ้นตามวัย และต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเดินพลาด เราหกล้ม หรือสะดุด เราต้องหันไปดู ว่าเราหกล้มเพราะก้อนหิน หรือว่าสะดุดขาตัวเอง เราต้องเรียนรู้ ไม่ควรล้มซ้ำๆ เดิม ยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งต้องคิดให้มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น

ส่วนของงานแสดง

เรื่องล่าสุดที่เล่นคือ "ด้วยแรงอธิษฐาน" ผมไปเล่น รับเชิญให้กับ คุณดาว(พอฤทัย ณรงค์เดช /ผู้จัดฯละคร) จริงๆ ถ้ามีคนจ้าง ผมก็เล่นนะ ถ้าเวลาได้ แต่คนอาจจะคิดว่าผมแก่ หรือเลือกบท แต่จริงๆ ผมรับทุกบทนะครับ

ชีวิตครอบครัว

ยอมรับว่าแต่ก่อนเป็นคนเจ้าชู้มากกก ถือคติว่าตราบใดที่เรายังไม่ แต่งงาน เรามีสิทธิ์เลือก อันนี้คือความเห็นแก่ตัวที่ผู้ชายคิด แต่อย่างหนึ่งคือผมไม่ได้โกหก ผมคบใคร ผมเปิดหมด เลย ว่าคบคนนี้อยู่ด้วยนะ (ไม่ได้มีโลก 2 ใบใช่ไหมคะ?)ผมมี 4 ใบเลยยย แต่ทุกคนรู้หมดเลย และเคยไปด้วยกันหมดด้วย ใครรับได้ก็รับ ไม่ได้ก็จบกันไป เป็นคนที่แย่มากตอนนั้น เป็นคนที่เห็นแก่ตัว คือไม่อยากรับความเครียด แล้วที่สำคัญคือโกหกไม่เนียน ไม่ชอบโกหก เพราะเราต้องมานั่งจำว่าโกหกอะไร เพราะฉะนั้นหนึ่งเลยผมจะไม่ค่อยมีความลับ แต่คบซ้อนนี่เพียบเลย จนกระทั่งตัดสินใจแล้วว่าเราเลือกคนนี้แหละ คือคุณต๊อบ-วรารินทร์ (ภรรยา) ซึ่งเขาคบกับผมมา 14-15 ปี แล้วคิดดูนะ ผมจะแต่งงาน ผมก็ไปบอกคนอื่นๆ ว่าพรุ่งนี้จะแต่งงานแล้วนะ จากนั้นก็เลิกติดต่อคนอื่นๆ หมดเลย ผมเสียใจนะกับสิ่งที่ทำไป แล้วเหมือนละครเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันกับภรรยา ก็ยิ่งรักกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่า จริงๆ ผมไม่ได้เลือกเขานะ แต่เขาเลือกผม แล้วชีวิตมีความสุขมาก แต่งงานมา 5 ปี กลายเป็นคนทำงานเสร็จกลับบ้าน เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งไปเลย เรียบง่ายแต่สุข คือไม่ต้องอยากได้อยากมี (แพลนทายาท?) เคยพยายามแล้วครับ แต่ไม่มี ทำทุกอย่างแล้วนะ ยกเว้นทำกิ๊ฟท์ แต่ไม่สำเร็จ ก็เลยพอแล้ว เล่นกับ "แมท" หลานชาย ลูกของพี่สาวแทน

แพลนอนาคต

ไม่รู้ผมคิดถูกไหมนะ คือผมคิดสวนทาง จาก แต่ก่อนเราคิดว่าเราต้องมีเยอะๆ เป็นผู้ชายรวยแล้วจะ ดูดี แต่ปัจจุบัน หนึ่งลูกก็ไม่มี แล้วงานที่เราทำทุกวันนี้ก็มีความสุขมากๆ ไม่ว่าจะงานพิธีกร ขายของ หรือเป็นลูกจ้าง มีความสุขกับชีวิตทุกวัน ทำให้รู้สึกนิ่ง แล้วพร้อมที่จะไป จากทรัพย์สินที่มีก็เลยเริ่มทยอยปล่อย คิดว่าอนาคตก็จะอยู่กันสองคนตายาย แล้วภรรยาผมก็เป็นคนนิ่งๆ ยิ่งทำให้ผมซึมซับตรงนี้จากเขามา และพ่อผมจะชอบพูดอยู่คำหนึ่งคือ "อย่าทำตัวเด่น จะเป็นภัย" เราจะทำให้ทุกคนรักเราชอบเรา มันเป็นไปไม่ได้ เราอยู่ของเราให้มีความสุข แล้วคนที่ชอบความสุขแบบเรา ก็จะโคจรมาเจอกันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ก้าวหน้านะ ผมยังคงเดินหน้า สนุกกับการทำงาน ล่าสุดก็มีต่างชาติมาจ้างผมผลิตรายการ เขาเห็นผลงานผมแล้วชอบ เขาใช้ คำว่า Mature (มีวุฒิภาวะ) แต่พูดง่ายๆ คือชอบที่ผมดูแก่ (หัวเราะ) ผมว่าคนเราใช้ชีวิตอย่าไปยึดติดครับ วันหนึ่ง ทุกคนก็ต้องไป เพื่อนผมแข็งแรงดีมาตลอด เป็นหมอด้วยนะ มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเฉียบพลันตอนเย็น กลางคืนหัวใจหยุดเต้นเฉยเลย เพราะฉะนั้นใช้ทุกวันให้มีความสุขกันดีกว่าครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง