หวั่นกระทบพื้นที่การเกษตร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2562 00:00:46 น.
กรมชลฯคุมเข้มความเค็มในแม่น้ำสายหลัก24ชม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ช่วงฤดูแล้งนอกจากกรมชลประทานจะให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว มาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำสายสำคัญ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกงปราจีนบุรีและแม่น้ำเพชรบุรีก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยบริหารจัดการน้ำให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล พร้อมควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่างๆไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร และตรวจวัดค่าความเค็มเป็นรายชั่วโมงจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ส่วนปัญหาคุณภาพน้ำที่มักเกิดขึ้นช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานตรวจสอบต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแม่น้ำ 5 สาย (เบญจสุทธิคงคา) ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง ยังไม่พบปัญหาคุณภาพน้ำเสียแต่อย่างใด

สำหรับสถานการณ์น้ำนั้น กรมยืนยันว่าในพื้นที่เขตชลประทาน จะไม่ขาดแคลนน้ำแน่นอน แม้จะเกิดปรากฏการณ์ เอลนิโญ่ที่ส่งผล กระทบให้ฤดูแล้งนานกว่าปกติก็ตาม ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะจัดสรรเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และเพียงพอสำหรับสำรองใช้ช่วงต้นฤดูฝนอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม ในส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค 7 จังหวัดได้แก่ จ.กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งกรมชลประทานมีมาตรการรับมือและแนวทางช่วยเหลือ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำแต่ละภูมิภาค ทั้งในและนอกเขตชลประทานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน เช่น ภาคเหนือเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ภาคกลางเฝ้าระวังด้านรักษาระบบนิเวศ ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ ภาคตะวันออก เฝ้าระวังเรื่องน้ำที่ใช้รักษาระบบนิเวศอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง