สรยท.จัดเสวนาวิชาการ'ยูโร5/EV'แก้ปัญหามลพิษหรือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 00:00:03 น.

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไทย (ส.ร.ย.ท.) จัดเสวนาวิชาการ "ยูโร 5/EV แก้ปมมลพิษหรือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย" เพื่อระดมความคิดเห็นจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็พยายามหามาตรการแก้ไข รวมถึงการส่งเสริมส่งเสริมการลงทุน รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) และการเตรียมปรับใช้มาตรฐานใหม่ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มองว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ไทย จำเป็นจะต้องวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรม ยานยนต์โลก ที่ตลาดมีความต้องการ รถยนต์ ที่มีเทคโนโลยี และพลังงานที่สะอาด ซึ่งการที่รัฐมีนโยบาย ทั้งการส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ และการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรฐานไอเสีย มากขึ้น ก็เป็นการเดินมาถูกทาง เพราะนอกจาก จะก้าวตามโลกแล้ว ยังเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นในประเทศ รวมถึงปัญหาใหญ่ในขณะนี้ คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่รุนแรงขึ้น

"รัฐมีแนวคิดปรับมาตรฐานไอเสีย สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในให้เร็วขึ้น เป็นยูโร 5 ในปี 2564 และยูโร 6 ในปี 2565 พร้อมกับการผลักดันให้โรงกลั่น ผลิตน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ออกมาป้อนตลาด ก่อนการบังคับใช้มาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์ เพราะเห็นว่าน้ำมันยูโร 5 จะช่วยลดมลพิษ และฝุ่นละออง ได้ทันที ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงานแจ้งว่าปี 2564 จะมีน้ำมันยูโร 5 รองรับ 500 ล้านลิตร และครอบคลุมทั่วประเทศปี 2567 และ จะพยายามส่งเสริมให้คนหันมาใช้ โดยแนวทางหนึ่งคือ การพยายามทำราคาให้น่าสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกว่าน้ำมันทั่วไป"

นายองอาจ พงษ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มองในมุมที่แตกต่างกัน ในบางส่วน โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดมาตรฐานไอเสีย สำหรับเครื่องยนต์เป็นยูโร 6 ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดนัก เพราะหากเป้าหมายคือความต้องการแก้เรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก การกำหนดมาตรฐานไอเสียยูโร 6 ตามหลังยูโร 5 ในเวลา 1 ปี เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะผลที่ได้รับ เช่น ในเครื่องยนต์ดีเซล ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กของยูโร 5 กับยูโร 6 ไม่ต่างกัน แต่ต่างกันที่ค่าไฮโดรคาร์บอน และคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่ในเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนมาตรฐานดังกล่าว จะใช้เงินลงทุนพอสมควร เฉลี่ย 2.5-5 หมื่นบาท/คัน ขณะที่ต้นทุนจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ก็อยู่ในระดับเท่าๆ กัน

"หากรัฐต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ควร มองให้รอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากรถเก่า ซึ่งมีส่วนอย่างมาก หากไม่ได้รับการซ่อมบำรุง ที่ถูกต้อง และหากเป็นรถที่มีอายุการใช้งานยาวนานมาก การซ่อมบำรุงจะช่วยอะไรไม่ได้ ต้องโอเวอร์ฮอลล์เท่านั้น ปัจจุบัน มีรถเก่าวิ่งอยู่ในท้องถนนจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข ทั้งการบำรุงรักษาและการตรวจสอบที่เข้มข้นมากกว่าปัจจุบัน"

อย่างไรก็ตามเห็นด้วย กับแนวทางการพัฒนาน้ำมัน เป็นยูโร 5 เพราะจะเกิดประโยชน์ในวงกว้าง ไม่เฉพาะแค่รถใหม่เท่านั้น เพราะรถทั้งหมดที่อยู่ บนท้องถนน 20 ล้านคัน ขณะนี้สามารถใช้ได้ และก็จะทำให้ทุกคันมีส่วนช่วยในการลดปัญหามลพิษ

นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคม ยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า "อีวี ยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้น แต่มั่นใจว่าในอนาคตจะเพิ่มบทบาทขึ้นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า แม้จะยังไม่ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐมากนัก แต่กลับมีผู้ประกอบการสนใจทำตลาดอีวีแล้วหลายค่าย หลายรุ่น และในอนาคต เชื่อว่าจะมีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เป็นเรื่องจำเป็นที่ไทยจะต้องปรับตัวตามยุคที่ปรับตัว และไม่เฉพาะผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนด้วย ที่จะต้องมองหา ช่องทางธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ โดยที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุนธุรกิจไทยให้มีโอกาสพัฒนา เพราะช่วงนี้มีหลายบริษัทที่หันมาสู่การผลิตยานยนต์ ไฟฟ้า แต่ประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้ผลิต ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่สามารถ จดทะเบียนได้"

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบัน ประเมินว่าปีนี้จะมียอดการผลิตทั้งสิ้น 2.15 ล้านคัน ลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้วที่ทำได้ 2.16 ล้านคัน เป็นผลมาจากการส่งออกที่ชะลอตัวลงมาระยะหนึ่ง โดยช่วงปี 2558-2560 ติดลบประมาณ 2% และปีนี้ตั้งเป้าว่าจะส่งออก 1.1 ล้านคัน ลดลงเล็กน้อย จากปีที่แล้วที่ทำได้ 1.14 ล้านคัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศที่ ขยายตัวขึ้น ก็ช่วยให้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และปีนี้กลุ่มตั้ง เป้าการขายในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.041 ล้านคัน ในปีที่แล้วเป็น 1.05 ล้านคัน ขณะที่กลุ่มรถจักรยานยนต์ ก็ได้รับผลกระทบจากการ ส่งออกเช่นกัน เนื่องจากประเทศคู่ค้าหันมา ผลิตรถเอง ไทยจึงต้องปรับตัวด้วยการส่งออก ชิ้นส่วนประกอบแทนการส่งออกรถสำเร็จรูป (CBU) มากขึ้น

"สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การประสบ ความสำเร็จของรถอีโค คาร์ ที่ทำได้ดีทั้งตลาดในประเทศและส่งออก โดยตั้งแต่เริ่มโครงการ ถึงปัจจุบัน ไทยผลิตอีโค คาร์ แล้ว 2.5 ล้านคัน และการที่อีโค คาร์ มีมาตรฐานไอเสียเทียบเท่ายูโร 5 ทำให้เป็นรถที่มีบทบาทในการช่วยลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี"

ในส่วนภาพรวมรถในกลุ่ม อีวี ปัจจุบัน ยังมีไม่มากนัก โดยข้อมูลถึงวันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ มี 1,522 คัน แต่ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็น รถจักรยานยนต์ 1,155 คัน ส่วนรถยนต์นั่งมี 148 คัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากผู้ขับขี่ซึ่งใช้ในการประกอบอาชีพรับส่ง ให้เหตุผลว่า เสียเวลาในการ หาเงินจากการชาร์จไฟ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง