ข่าวอินโฟเควสท์
23:26 เอ็กซิทโพลล์เผยพรรครัฐบาลคว้าชัยเลือกตั้งอินเดีย เล็งหารือพันธมิตรพรุ่งนี้   เอ็กซิทโพลล์ บ่งชี้ว่า พรรคภารติยะ ชันนะตะ (BJP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบา…
23:16 จีนโชว์ผลตรวจสอบสินค้า "หัวเว่ย" ในยุโรป เผยไม่พบช่องโหว่อย่างที่สหรัฐโจมตี   นายลู่ กัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบสินค้า…
22:58 กระทรวงต่างประเทศจีนเผยสหรัฐคือสาเหตุเจรจาคว้าน้ำเหลว ชี้เป็นฝ่ายไม่มีเหตุผล   นายลู่ กัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า สหรัฐเป็นฝ่ายเรีย…
22:40 ประธาน FCC ออกตัวสนับสนุนแผนควบกิจการ "สปรินท์-ทีโมบาย" ลุ้นไฟเขียว   นายอาจิด ไพ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐ (FCC) ได้แ…
22:21 "ฟอร์ด มอเตอร์" ประกาศปรับลดพนักงาน 10% ทั่วโลก ตามแผนปรับโครงสร้าง   บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ประกาศแผนปรับลดพนักงานลงป…

'ไอเอ็มเอฟ'ปรับลด'จีดีพี'โลก ปีนี้เหลือ3.3%ชี้ความเสี่ยงศก.สูงขึ้น

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 00:00:06 น.

อีไอซี (Economic Intelligence Center-EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์ปรับลด คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2562 เหลือ 3.3% ลดลงจาก 3.5% รวมถึงคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกที่ถูกปรับลดลงเหลือ 3.4% จาก 4% จากประมาณการเดิมตามรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในเดือนมกราคม ปีนี้

โดยมองว่า ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในและสงครามการค้า เศรษฐกิจยูโรโซนที่ชะลอตัว ต่อเนื่องจากปัจจัยเฉพาะในหลายประเทศสมาชิก ความไม่แน่นอนจากการออกจากอียูของอังกฤษหรือ การ Brexit และภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวยังส่งผลลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจราว 70% ของโลกซึ่งครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคหลักเผชิญกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงกว่าที่คาดในปีนี้

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 และในปี 2563 ขับเคลื่อน ด้วยเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนาและตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นและขยายตัวได้ดีในปี 2020 ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางของเศรษฐกิจหลัก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการคลังและการเงินของจีนที่ทยอยส่งผล และปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มคลี่คลายลง เช่น การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนี และความวุ่นวายทางการเมืองในภูมิภาค

สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา 3 ประการ คือ 1. มาตรการ กีดกันทางการค้า ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-จีน และข้อตกลง USMCA ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก รวมถึงการตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2.บทสรุปของ Brexit โดยเฉพาะรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในอนาคต ซึ่งล่าสุดสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเห็นชอบร่วมกันเพื่อเลื่อนเส้นตาย Brexit ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2019 เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (No-deal Brexit) และให้เวลาสหราชอาณาจักรหาบทสรุปรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐสภาอังกฤษ และ 3.ภาวะการเงินที่อาจกลับมาตึงตัวเกินคาด ไม่ว่าจะมาจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวในภูมิภาคหลักที่อาจพลิกกลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง