ข่าวอินโฟเควสท์
17:31 ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ หลังมีรายงานจีนต้องการหารือเพิ่มเติมก่อนเซ็นข้อตกลงการค้าขั้นแรกกับสหรัฐ   ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลดลงในวันนี้ บ่งชี้ว่…
17:20 แหล่งข่าวเผย จีนต้องการเจรจาเพิ่มก่อนเซ็นข้อตกลงขั้นแรกกับสหรัฐ   แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจาการค้าระหว่างจีน สหรัฐเปิดเผยว่า จีนต้องการเจรจาเพ…
16:30 ศาลสเปนสั่งจำคุกกลุ่มผู้นำชาวคาตาลันข้อหาปลุกระดมมวลชน   ศาลสเปนได้พิพากษาจำคุกกลุ่มผู้นำคาตาลันข้อหาปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านรัฐบาลเป็นเวลา 9 13…
15:41 ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ดัชนีฮั่งเส็๋งปิดบวก 213.41 จุด สอดคล้องภูมิภาค   ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการเจรจาก…
15:15 รมว.ต่างประเทศไอร์แลนด์หวังข้อตกลง Brexit สรุปได้ภายในเดือนต.ค.   นายไซมอน โคฟนีย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศไอร์แลนด์ เปิดเผยว่า การถอนตัวของอั…

'ไอเอ็มเอฟ'ปรับลด'จีดีพี'โลก ปีนี้เหลือ3.3%ชี้ความเสี่ยงศก.สูงขึ้น

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 00:00:06 น.

อีไอซี (Economic Intelligence Center-EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์ปรับลด คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2562 เหลือ 3.3% ลดลงจาก 3.5% รวมถึงคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกที่ถูกปรับลดลงเหลือ 3.4% จาก 4% จากประมาณการเดิมตามรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในเดือนมกราคม ปีนี้

โดยมองว่า ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในและสงครามการค้า เศรษฐกิจยูโรโซนที่ชะลอตัว ต่อเนื่องจากปัจจัยเฉพาะในหลายประเทศสมาชิก ความไม่แน่นอนจากการออกจากอียูของอังกฤษหรือ การ Brexit และภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวยังส่งผลลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจราว 70% ของโลกซึ่งครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคหลักเผชิญกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงกว่าที่คาดในปีนี้

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 และในปี 2563 ขับเคลื่อน ด้วยเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนาและตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นและขยายตัวได้ดีในปี 2020 ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางของเศรษฐกิจหลัก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการคลังและการเงินของจีนที่ทยอยส่งผล และปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มคลี่คลายลง เช่น การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนี และความวุ่นวายทางการเมืองในภูมิภาค

สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา 3 ประการ คือ 1. มาตรการ กีดกันทางการค้า ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-จีน และข้อตกลง USMCA ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก รวมถึงการตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2.บทสรุปของ Brexit โดยเฉพาะรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในอนาคต ซึ่งล่าสุดสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเห็นชอบร่วมกันเพื่อเลื่อนเส้นตาย Brexit ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2019 เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (No-deal Brexit) และให้เวลาสหราชอาณาจักรหาบทสรุปรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐสภาอังกฤษ และ 3.ภาวะการเงินที่อาจกลับมาตึงตัวเกินคาด ไม่ว่าจะมาจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวในภูมิภาคหลักที่อาจพลิกกลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง