คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: คู่รักนักปล้น

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 00:00:58 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

โดยปกติแล้ว เมื่อถูกแจ้งข้อหา คนส่วนใหญ่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายของตำรวจเพียงลำพัง อย่างมากก็นำทนายความไปด้วยสักคน ในกรณีที่เป็นนักการเมืองหรือนักธุรกิจ แต่ช่วงนี้เกิดเหตุประหลาดในเมืองไทย หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หมาดได้รับหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา แทนที่จะเดินทางไปรับฟังเหมือนคนทั่วไป กลับปลุกม็อบเรียกร้องให้ผู้นิยมชมชอบออกมาแสดงพลังเพื่อปกป้องตนเอง โดยปั่นกระแสทางโซเชียลมีเดีย มิหนำซ้ำยังดึงองค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ แล้วอ้างว่าตนถูกอำนาจมืดทำร้าย จากนั้นก็อ้อนบรรดาสาวกทั้งหลายราวกับพระเอกลิเก

หัวหน้าพรรคดังกล่าวกำลังตกหล่มที่ตัวเองขุดไว้ในอดีต นั่นคือเรื่องการโอนหุ้นที่ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ และกรณีการเป็นนายทุนหนังสือนิตยสารที่มีเนื้อหาแนวปลุกเร้าให้เสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์

บรรดาไทยมุงต่างคาดหวัง จะเห็นหน้าตาจิ้มลิ้มของหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ที่แห่แหนแสดงพลังออกไป ให้กำลังวีรบุรุษไพร่หมื่นล้านของตน แต่พอเห็นหน้ากองเชียร์ ไทยมุงถึงกับฮาตูม เพราะอายุเลยห้าสิบกัน ทั้งนั้น แถมเป็นหน้าเดิมๆ ที่เสนอหน้า มาตามม็อบเสื้อแดง เพียงแต่หนนี้เปลี่ยนมาใส่เสื้อสีส้มแทน

หลายคนสงสัยว่า ทำไม คนจำนวนมากถึงนิยมชมชอบผู้ต้อง สงสัยคดีความเป็นชนักติดหลัง แถมยังไม่ได้ทำผลงานอะไรให้ปรากฏ เป็นชิ้นเป็นอัน อย่าได้แปลกใจ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตลาดล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ ชินวัตร หรือดาวรุ่ง ที่พุ่งมาทาบเงาทักษิณ โดยขายฝันอันเพ้อเจ้อแบบเดียวกันแบบหัวหน้าพรรครายนี้ เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนในอเมริกา ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งคือ คดีคู่รัก นักปล้น บอนนี่และไคลน์ (Bonnie and Clyde)

ช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกาหรือเรียกว่ายุค The Great Depression คือช่วงปี ค.ศ.1929 อเมริกันตกงานกันเป็นเบือ ผู้คนยากจนอย่างฉับพลัน ธนาคารหลายพันแห่งของสหรัฐอเมริกาล้มละลาย ตามภาค อุตสาหกรรมและตลาดหุ้น ผู้คนหลายล้านคนสูญเสียเงินและตกงานจำนวนมาก ระหว่าง ค.ศ. 1929-1932 รายได้ประชาชาติ (National Income) ของประเทศลดจาก 81,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ เหลือเพียง 41,000 ล้าน เหรียญดอลลาร์ ธุรกิจกว่า 8,500 แห่ง เลิกกิจการ คนตกงานกว่า 1.5 คนใน ค.ศ. 1929 เพิ่มเป็น15-16 ล้านคน

ช่วงเวลาอันลำเค็ญเช่นนี้ เกิดโจรนอกกฎหมายผุดขึ้นทั่วประเทศ แต่ผู้คนกลับจดจำเรื่องราวของคู่รักนักปล้นที่ชื่อบอนนี่กับไคลน์ได้ แถมนิยมชมชอบนายและนางโจรคู่นี้ราวกับซูเปอร์สตาร์ ไปไหนมาไหนมีแต่คนรักใคร่ปกป้อง จนลืม ไปว่าทั้งคู่เป็นโจรปล้นฆ่าตำรวจถึง สิบสองคน

บอนนี่ พาร์กเกอร์และไคลด์ แบร์โรว์ เป็นคู่ผัวตัวเมียหน้าตาดีที่ปล้นดะ รายทางตั้งแต่ปั๊มน้ำมันไปยันธนาคาร ร่ำลือกันว่าบางครั้งปล้นธนาคารแล้วเอามาแจกจ่ายคนยากจน บอนนี่เป็นสาวสวย ตาสีฟ้าผมบลอนด์ที่ฝันอยากเป็นกวี แต่โชคชะตานำพาเธอมาพบกับหนุ่มรูปหล่อ ชื่อไคลน์ ทั้งคู่จึงจับคู่ปล้นจนเป็นที่กล่าวขวัญ ในความโหดเหี้ยม เพราะนอกจากปล้นแล้ว ยังฆ่าตำรวจตายไปถึง 12 คน แถมถ่ายรูป ไว้ดูเล่นอีกต่างหาก

นอกจากเป็นโจรแล้ว บอนนี่ยังเขียนบทกวีส่งไปลงตีพิมพ์บ่อยๆ พร้อมถ้อยคำหยิกแกมหยอก ทำให้คนทั่วไปที่ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการปล้นหลงรัก เธอกันทั่วหน้า ที่กระฉ่อนโลกสุดๆ คือเธอมักถ่ายรูปในท่วงท่าต่างๆ ทั้ง สูบซิการ์ก๋ากั่นควงปืนเก๋ไก๋ จนกลายเป็นขวัญใจหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น

ทุกคนหลงรักคู่รักนักปล้นอย่างชนิด ที่เรียกว่าติดตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อ พลางเอาใจช่วยให้คู่นี้รอดจากการถูกจับ ทั้งที่ทั้งคู่ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมาย ท้าทายกฎหมายบ้านเมืองที่สุด มีอยู่ ช่วงหนึ่งที่ปล้นหนักมือไปหน่อย จนประสบเหตุให้บอนนี่กลายเป็น คนขาเป๋ บรรดาสมาชิกแก๊งโจร อยากลากเธอออกจากกลุ่ม แต่ไคลน์ ไม่ยอมเพราะรักสติปัญญาและความมีอารมณ์ขันของเธอ

ไคลน์นั้นแม้จะชอบลักรถ แต่ก็มีน้ำใจพอที่จะทิ้งเงินเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้เจ้าของเป็นสินน้ำใจ เลยเปลี่ยนรถเป็นว่าเล่น อาจจะด้วยความที่ไม่อยากให้ตำรวจตามเจอ รวมทั้งชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ทั้งคู่มีรถใหม่ตลอดเวลา

ทางการพยายามตามจับคู่รักนักปล้นคู่นี้ แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะทั้งคู่หูตาไวและมีสายคอยส่งข่าวตลอดเวลา แต่สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แม้ระแวดระวัง อย่างไร สุดท้ายทั้งคู่ก็หลงกล ตำรวจจนได้  เพราะเจอมือปราบ สุดเก๋า แฟรงค์ ฮาเมอร์ ที่พวกตำรวจ หนุ่มๆ ยิ้มหยันในความหัวโบราณ แต่สุดท้ายแฟรงค์พิสูจน์ให้โลกรู้ว่าแก่แต่เก๋าเป็นอย่างไร เพราะสามารถล่อรถที่บอนนี่และไคลน์มาให้ยิงพรุนนับร้อยรู

เช้าตรู่วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.1934 เจ้าหน้าที่ในทีมของ แฟรงค์ซุ่มรออยู่ในป่าละเมาะข้างทาง มาทั้งคืน สายข่าวแจ้งมาว่าทั้งคู่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เมื่อทั้งคู่ขับมาถึงบริเวณที่ดักซุ่ม แฟรงค์ก็เดินก๋าออกไปดักหน้ารถ ยังไม่ทันที่จอมโจรจะหันไปคว้าปืน  หน่วยของแฟรงค์ที่ซุ่มรอก็ระดมยิงไม่ยั้งมือ

ทั้งคู่เสียชีวิตทันที ปิดฉากคู่รักนักปล้นในวัย 25 และ 23 ปี ตามลำดับ นับว่าอายุยังน้อยเหลือเกิน เมื่อเจ้าหน้าที่ลากรถที่พรุนด้วย รอยกระสุนและศพทั้งคู่เข้าเมือง ชาวเมืองต่างแห่กันมาดูศพอย่างคับคั่ง บางคนพยายามโอบกอดศพ และร้องไห้ บางคนก็ทึ้งสิ่งของเครื่องใช้ จากศพไปเป็นที่ระลึก

ความหลงใหลในตัวคู่รัก จอมโจรไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น หากแต่มีชีวิตโลดเต้นบนแผ่นฟิล์ม หลังจากนั้น เรื่องราวของบอนนี่ และไคลด์ได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Bonnie and Clyde ในปี ค.ศ.1967 นำ โดยถ่ายทำ ในสถานที่จริงในประวัติศาสตร์ และ เรื่องราวของคนทั้งคู่ได้รับการเล่าขาน ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง