'พัดทดน้ำ'บ้านนาหมูม่น ภูมิปัญญาชุมชนที่เกือบเลือนหาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 00:00:39 น.

"พัดทดน้ำ" เป็นภูมิปัญญาการจัดการน้ำที่เป็นอัตลักษณ์ของ "คนลุ่มน้ำหมัน" โดยอาศัยธรรมชาติการไหลของน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้สามารถดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปยังที่สูงเพื่อผันเข้าแปลงนา อาทิ "บ้านนาหมูม่น" ต.นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นชุมชนที่สืบทอดภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำ ดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยระบบนิเวศลำน้ำหมันเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต จึงส่งผลให้พัดทดน้ำที่มีอยู่กว่า 50 ตัว ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 13 ตัว

รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า ในช่วง 20-30 ปีล่าสุด ลำน้ำหมัน เกิดภาวะตื้นเขิน ทำให้มีปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรและชุมชนเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูฝน ในช่วงแรกๆ ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่า "หลักหร่วย"(ภาษาท้องถิ่นใช้เรียกส่วนประกอบหนึ่งของพัดทดน้ำ) เป็นสาเหตุเพราะไปตั้งขวางทางไหลของน้ำ ทำให้พากัน ไปรื้อพัดทดน้ำออก เกิดความขัดแย้งกันในชุมชน

แต่ในเวลาต่อมาก็พบว่ายังมีเรื่องของโครงการขุดลอกน้ำหมันของภาครัฐเมื่อปี 2552 ที่ขาดการศึกษาผลกระทบ เส้นทางน้ำเปลี่ยนไป "วังปลา" ที่เคยเป็นที่หากินของสัตว์น้ำหายไปด้วย นอกจากนี้ผู้คนยังนิยมใช้เครื่องสูบน้ำมากขึ้น จำนวนพัดทดน้ำจึงลดลง อย่างไรก็ตาม "พัดทดน้ำเป็นภูมิปัญญาที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม..คงน่าเสียดายหากปล่อยให้หายสาบสูญไป" ทำให้เกิด "โครงการพัดทดน้ำเพื่อรื้อฟื้นเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำ" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างปี 2559- 2560

อาจารย์เอกรินทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ เล่าต่อไปว่า ระบบนิเวศลุ่มน้ำหมันส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนด่านซ้าย และส่งผลอย่างยิ่งต่อภูมิปัญญาพัดทดน้ำตั้งแต่บ้านด่านซ้ายถึงบ้านปากหมัน โดยเฉพาะบ้านนาหมูม่น ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาตอนปลายลำน้ำหมัน มีแม่น้ำไหลผ่าน แต่มีพื้นที่เก็บกักน้ำน้อย และมีการไหลของน้ำอย่างรวดเร็ว จึงเกิดน้ำท่วมยามน้ำหลาก และเกิดภัยแล้งในฤดูร้อน ถึงกระนั้นด้วยสภาพที่เหมาะต่อการสร้างพัดทดน้ำ ทำให้เกิดพัดทดน้ำและยังคงหลงเหลืออยู่ที่บ้านนาหมูม่น แห่งนี้ ท่ามกลางหมู่บ้านอื่นๆ ที่ทยอยเลิกใช้ไป

"งานวิจัยได้ประยุกต์วิธีศึกษา โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม สังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม นำมาวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าพัดทดน้ำไม่ได้เป็น ต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมอย่างที่เข้าใจ โดยพิสูจน์ให้เห็น แล้วว่าแม้ปัจจุบันพัดทดน้ำจะลดลงแต่ยังคงเกิดน้ำท่วมเหมือนเดิม พื้นที่การเกษตรยังคงได้รับความเสียหายเช่นเดิม ที่สำคัญวิกฤติลำน้ำหมัน กลับมีมากยิ่งขึ้นเพราะระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้น้ำตื้นเขิน กระแสน้ำหลากมีความรุนแรงขึ้น ทำให้ความขัดแย้งในชุมชนคลี่คลายลง"อาจารย์เอกรินทร์ กล่าว

ขณะที่ คุณารักษ์ มณีนุษย์ นักวิจัยท้องถิ่นกล่าวว่า อาชีพหลักของชาวบ้านนาหมูม่นคือเกษตรกรรม ซึ่งมีการทำนาปีละ 2 รอบ และปลูกพืชไร่ต่างๆ การใช้น้ำของชาวบ้านจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อเกษตรเป็นหลัก และต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำหมันตลอดทั้งปี "ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าสภาพลุ่มน้ำหมัน ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก..เมื่อก่อนร่อง น้ำหมันมีความลึกถึง 6 เมตร และคนไม่สามารถเดินลงแม่น้ำได้เพราะทางชัน" จึงต้องทำใบพัดขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 14 เมตร ซึ่งถือว่าใหญ่มาก

แต่ปัจจุบันขนาดของใบพัดลดลงเหลือเพียง 5-7 เมตร เพราะลำน้ำตื้นเขิน เห็นได้ชัดจากหลังปี 2552 ที่มีการขุดลอกคลองน้ำหมัน ส่งผลให้เกิด วิกฤติลำน้ำหมันขึ้น อนึ่ง..การทำงานวิจัยในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤติลำน้ำหมัน เท่านั้น แต่ยัง "ซาบซึ้ง" กับวิถีของชุมชนด้วย ได้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่า "หมุน" คือหมายถึง "เมื่อไรที่พัดทดน้ำหมุน" นั่นหมายถึงการเริ่มต้นของชาวนาในการปลูกข้าว

"รู้สึกว่านี่คือบ้าน เป็นที่มาของคำว่า พัดทดน้ำประติมากรรมมีชีวิต ดังนั้นเพื่อรักษาฐาน ทรัพยากรน้ำและสืบสานเทคโนโลยีพื้นบ้าน รวมถึง การอนุรักษ์พัดทดน้ำที่อยู่ในอำเภอด่านซ้าย ให้มากที่สุด จึงเกิดการรวบรวมกลุ่มคนที่ทำ พัดทดน้ำ พัฒนาจนเป็นเครือข่ายจากกลุ่มคนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันขับเคลื่อน จนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการพัดทดน้ำบ้านนาหมูม่น ขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2560" คุณารักษ์ ระบุเช่นเดียวกับ พยุง สิงห์สถิต ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการทำพัดทดน้ำบ้านนาหมูม่น กล่าวเสริมว่า พัดทดน้ำเป็นภูมิปัญญาที่คุ้มค่า เพราะเป็นกลไก ที่สามารถนำขึ้นมาจากลำน้ำหมันได้ตลอดเวลา มีคุณประโยชน์ต่อการทำเกษตรที่ไม่ต้องสิ้นเปลือง และให้ปริมาณน้ำมากกว่าการใช้เครื่องสูบน้ำ เพราะพัดหมุนตลอดเวลาตามความแรงของกระแสน้ำ และการทำพัดทดน้ำ 1 ครั้ง ก็สามารถใช้งานได้ในระยะเวลายาวนานเป็นปี

อีกด้านหนึ่ง นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลยกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือพัดทดน้ำ ซึ่งนับเป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นความฉลาดอย่างยิ่งของบรรพบุรุษที่สามารถผันน้ำไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำได้ ทั้งนี้มองว่าพัดทดน้ำยังมีคุณค่ามากกว่าเพียงด้านการเกษตร นั่นคือ "การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม"ดังที่สมัยย้ายมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็ชอบปั่นจักรยานไปชมพัดทดน้ำบ่อยๆ

พัดทดน้ำยังเป็นจุดขายที่น่าสนใจสำหรับการสร้างแหล่งท่องเที่ยวให้ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง!!!
บรรยายใต้ภาพ
รศ.ดร.เอกรินืร์ พึ่งประชา (ขอบคุณภาพจาก "ทีมงานวารีวิทยา, สกว.")
"พัดทดน้ำ" ภูมิปัญญาชุมชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง