คอลัมน์: ซอกแซกอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562 00:00:52 น.
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

ฉบับนี้เราก็ยังอยู่ที่สปป.ลาว นะครับ หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วย เมนูไก่ย่างกันแล้ว คณะเราก็ออกเดินทางไปยังที่ว่าการเมือง ที่กำหนดเป็นจุดแจกจ่ายข้าวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยและยากจน พิธีการก็คงจะเหมือนๆ กับที่จัดที่ผ่านมา โดยมีท่านรองเจ้าแขวงสะหวันนะเขตมาต้อนรับ และกล่าวขอบคุณผู้เอาข้าวมาแจก

ถึงตรงนี้ขอเล่าเพิ่มว่า ข้าวที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นบริจาคมานี้ เขาจะบริจาคเป็นข้าวเมล็ดสั้น คือ ข้าวญี่ปุ่น ในปริมาณครึ่งหนึ่ง หมายถึงข้าวที่เรามักจะกินในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าวเมล็ดยาว หรือ ข้าวที่คนไทยเราปลูกและกินกันอยู่ทั่วไป ซึ่งได้ซื้อไปจากประเทศไทย แต่ในการจัดสรรว่าระหว่างข้าวเมล็ดสั้นกับข้าวเมล็ดยาวจะส่งไปที่ใดบ้าง เป็นเรื่องของประเทศผู้รับจะกำหนดเอง จึงมีความเป็นไปได้ว่า บางเมืองบางแขวง ประชาชนอาจต้องกินข้าวญี่ปุ่น ซึ่งอาจไม่คุ้นเคย ขณะที่บางเมืองอาจได้ข้าวไทยไปกิน ลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับในประเทศอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นบริจาคข้าวไปให้ เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา

ยิ่งไปกว่านั้น ระยะหลังๆ เกาหลีใต้ได้เริ่มต้นเข้ามาเป็นผู้บริจาคด้วย แต่ข้าวของเกาหลีใต้ทั้งหมดเป็นข้าวเมล็ดสั้น ไม่มีข้าวเมล็ดยาวเลย ผมก็เลยมาคิดขำอยู่ในใจว่า พวกคนประสบภัย หรือคนยากจนในแถบดังกล่าว คงจะต้องฝึกหุงข้าวและกินข้าวกันใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่กินข้าวเมล็ดยาว มาเป็นกินข้าวญี่ปุ่นเมล็ดสั้นป้อม ประหนึ่งว่าได้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหารญี่ปุ่นหรูๆ อย่างฟูจิ หรือโออิชิ นั่นเชียว

เมื่อเสร็จพิธีการแจกข้าวในหอประชุมที่ว่าการเมืองของแขวง สะหวันนะเขต ก็ใกล้ๆ เวลาอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพ คือ หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงกสิกรรมฯ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ ประจำแขวงรวมทั้งท่านรองเจ้าแขวง ก็ได้พาคณะเราไปกินอาหารกลางวันที่ร้านธรรมดาๆ ข้างทางที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ร้านไก่ย่างอีกนะครับ เพราะถ้าเป็นร้านเดิมอีก สงสัยจะไม่ไหวเป็นแน่ เป็นร้านเล็กๆ เหมือนเพิงมากกว่า

ก็ไม่น่าเชื่อว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของลาวจะมีสไตล์ที่ต่างกันลิบลับกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทย เจ้าของร้าน คนทำครัว และเด็กเสิร์ฟ ก็ไม่ได้สนอกสนใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบุคคลสำคัญมาจากไหน อาหารที่สั่งก็เป็นเหมือนๆ อาหารอีสาน เช่น ลาบ ส้มตำ ต้ม อะไรทำนองนั้น และก็มีข้าวเหนียวเป็นกระติบ หรือข้าวเจ้าเป็นจานมาให้เลือกกินได้ แต่ที่พิเศษ (อีกแล้ว) คือ โหลยาดองครับ เป็นเหล้าขาวที่เขาบอกว่าแช่น้ำผึ้ง มีเศษรังผึ้งติดลอยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี รองเจ้าแขวง เกษตรจังหวัด แรงงานและสวัสดิการฯจังหวัด จีเอ็มแอปเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ก็ถูกเวียนด้วยจอกเดียว เหมือนๆ กับวงเมื่อวันวาน ต่างนิดหน่อยตรงที่ร้านนี้เวลาดื่มเหล้าอาจต้องพ่นทิ้งเศษรังผึ้งที่ลอยติดมาด้วยเป็นระยะๆ ร้อนคอร้อนท้องกันดีแท้ หน้าตากลายเป็นสีแดงเรื่อกันไปหมด

ความจริงคณะแอปเตอร์วันนี้ถือว่ายังโชคดี เพราะกำหนดการเดินทางสิ้นสุดเนื่องจากเสร็จภารกิจแจกข้าว ซึ่งหลังจากนี้เราจะต้องแยกตัวจากคณะลาวเพื่อเดินทางข้ามแม่น้ำโขงที่สะหวันนะเขตเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ที่นครพนม เพราะถ้าไม่แยกกันวันนี้ (ดีกว่า) ท่านรัฐมนตรีต้องเดินทางขึ้นทางเหนือกลับเวียงจันทน์ แต่ท่านบอกเพิ่มเติมว่าไปจากจุดที่นั่งกินอาหารกลางวันนั้นก่อนถึงแขวงคำม่วน ท่านมีเพื่อนเก่านัดรออยู่เพื่อเลี้ยงอาหารท่านอีก ผมคำนวณเวลาเดินทางของท่านจากระยะทางที่เมื่อวานผ่านมาแล้ว ก็คงไม่เกิน 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงท่านรัฐมนตรีในอีกสักพัก ก็คงจะต้องไปนั่งร้านอาหารต่อ แล้วก็เวียนจอกศักดิ์สิทธิ์กันอีกเพลาหนึ่ง ทั้งๆ ที่ยังกลางวันแสกๆ 3-4 โมงเย็น ผมเดาเอาว่าท่านรัฐมนตรีวันนี้ไม่มีทางเดินทางถึงเวียงจันทน์แน่นอน และนี่คือเหตุผลที่บอกว่าผมยังโชคดีที่มีโอกาสหนีกลับก่อน

จะว่าเบื่อไก่ย่าง เพราะได้กิน 2 มื้อติดต่อกันก็คงไม่จริงนัก เพราะระหว่างที่รถยนต์ของทีมลาวพาพวกเรามาส่งที่ด่านข้ามมาไทยที่แขวงสะหวันนะเขต ก็ผ่านตลาดเซโนที่ขายไก่ย่างอีก เราเลยแวะซื้อไก่มาคนละตัวสองตัวกลับกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เอามากินเองหรอก เอามาฝากคนอื่น คณะเราผ่านด่านพรมแดนเพื่อข้ามมาทางมุกดาหาร มีเพื่อนของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ที่ร่วมไปในทริปนี้เอารถยนต์มารับเพื่อไปส่งที่สนามบินนครพนม แล้วนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ยามค่ำ ก็เป็นอันจบสิ้นสำหรับทริปนี้ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง