คอลัมน์: รายงานพิเศษ: สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี'58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562 00:00:53 น.

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบบางพื้นที่ หลายหน่วยงานวิเคราะห์ว่าภัยแล้งปีนี้จะค่อนข้างรุนแรงนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์แล้วพบว่าภัยแล้งปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2558

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเรื่องนี้ว่า การวิเคราะห์ของ สศก. พบสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญช่วง 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548-2562 รุนแรงที่สุดในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ทำให้จีดีพีเกษตรติดลบถึง 6.5% ขณะที่ปีนี้ภัยแล้งส่งผลให้ จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำที่ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 แสดงว่าผลผลิตการเกษตรบางส่วนโดยเฉพาะสาขาพืชได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังอาจขาดแคลนน้ำช่วงเพาะปลูกพืชอยู่ 2 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง หอมแดง ประมาณการพื้นที่ติดตามตลอดระยะเวลาปลูกพืชถ้าฝนน้อยหรือขาดแคลนน้ำอาจเสียหายประมาณ 2.9 แสนไร่ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทยเตรียมเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันพยายามจัดหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว

สศก.วิเคราะห์พื้นที่ใช้ประโยชน์เพาะปลูกและปริมาณน้ำฝนหรือน้ำต้นทุน สามารถนำมาประมวลผลเพื่อหาพื้นที่เฝ้าระวังที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งได้ทันที อย่างไรก็ดี จากข้อมูลน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคาดการณ์ว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ส่วนภาคเกษตรนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด เนื่องด้วยอากาศแปรปรวน และอากาศร้อนจัด เกษตรกรต้องปรับตัวโดยเฉพาะหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น ข้าวนาปรัง ใช้น้ำมากประมาณ 1,200-1,400 ลบ.ม.ต่อไร่ ขณะที่พืชใช้น้ำน้อยอย่างพืชผัก หรือพืชที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกทดแทนข้าวนาปรังอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชตระกูลถั่ว ใช้น้ำประมาณ 500-700 ลบ.ม.ต่อไร่

ขณะเดียวกันเกษตรกรควรมีสระน้ำใน

ไร่นา เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องวางแผนผลิตพืชเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ปัญหาที่มาพร้อมฤดูแล้งคือ โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งและโรคระบาดที่มาพร้อมฤดูแล้ง หากประสบปัญหาให้แจ้งเจ้าหน้าที่ กระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป

นางสาวจริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สศก.จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้ง เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่เสี่ยงอยู่ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคเกษตรและยังรักษาเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีเกษตรในอัตราบวกที่ 2.5-3.5% ต่อปี

บรรยายใต้ภาพ
จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง