คอลัมน์เลาะรั้วเกษตร: จำกัดการใช้ (3)

ข่าวทั่วไป 19 เมษายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

แว่นขยาย วันนี้จะมาว่ากันต่อถึงมาตรการจำกัดการใช้ สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อีก 4 มาตรการ คือ มาตรการด้านวิจัย ซึ่งระบุไว้ว่ามี 2 โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือวิธีการที่นำมาใช้ทดแทน คือ โครงการจัดการวัชพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สาร ไกลโฟเซต และพาราควอต ในพืชเศรษฐกิจ และโครงการจัดการแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สารกำจัดแมลงคลอร์ไพริฟอสในพืชเศรษฐกิจ ถ้าจะว่าไป หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการศึกษาวิจัยด้านการเกษตร หรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะด้านอารักขาพืช ไม่น่าจะต้องรอคอยให้ออกมาเป็นมาตรการเลย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ตั้งแต่แรกๆ ก็น่าจะหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อวิจัยได้เลย เวลาตั้งแต่เริ่มมีปัญหาผ่านมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้ ผลงานวิจัยอาจจะมีอะไรออกมาชัดเจน นำมาแก้ปัญหาได้แล้ว...

เคยเห็นผ่านๆ ว่ามีงานวิจัยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในการกำจัดวัชพืช แทนการใช้สารเคมี ถ้าผลงานวิจัยนั้นได้ผลจริงก็น่าจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนได้รับรู้รับทราบกัน

มาตรการศึกษาผลกระทบ มีระบุไว้ 2 โครงการเช่นกัน คือ โครงการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างพาราควอต คลอร์ ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในพืช และโครงการสำรวจสารพิษตกค้างพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในพื้นที่ปลูกพืชและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ในแหล่งเกษตรกรรม โดยเกษตรกรมีส่วนร่วม

มาตรการนี้อีกเช่นกัน ถ้าเริ่มศึกษาเสียตั้งแต่มีข่าวว่าพบสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำ หรือพื้นที่เพาะปลูก ในบางจังหวัดจนทำให้ ผู้ใช้คือเกษตรกรต้องได้รับอันตรายทำให้เนื้อเน่า ต้องตัดขา หรือเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างที่มีการนำมากล่าวอ้างในหลายเวที ป่านนี้คงมีข้อมูลมายืนยันกันแล้วว่าความจริงคืออะไร เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

มาตรการสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนทั่วไป คือการดำเนินการประชาสัมพันธ์ โดยการใช้ช่องทางการสื่อสาร และสื่อต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด และใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ทราบถึงมาตรการและข้อห้ามต่างๆ ตามมาตรการจำกัดการใช้ที่กำหนดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

เรื่องของการสร้างการรับรู้นี้ น่าจะเป็นงานที่หนักหนาเอาการ เพราะเท่าที่ผ่านมา ฝ่ายคัดค้านการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ได้ให้ข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ไปอย่างแพร่หลาย และตอกย้ำความเลวร้ายมาเป็น ระยะๆ ไม่เฉพาะตัวสารเคมีเท่านั้น ยังรวมไปถึงบุคคล และองค์กร ตลอดจนรัฐบาลที่ดูแลเรื่องนี้ก็ยังไม่วายถูกกล่าวหาว่ายื้อเวลาพิจารณาการยกเลิกการใช้ จะทำอย่างไรให้ผู้คนได้รู้ในสิ่งที่ถูกต้อง

มาตรการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้อง กับระบบ National Single Window หรือ NSW ของกรมศุลกากร และทะเบียนเกษตรกร ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะสร้างระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตร และสร้างแอพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล ในการบันทึกข้อมูลรายงานการนำเข้า ผลิต และจำหน่าย เพื่อทราบ เส้นทาง และความเคลื่อนไหวของวัตถุอันตรายทั้งระบบ รวมทั้งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ด้วย

อันที่จริง การเชื่อมโยงข้อมูลที่ว่านี้ โดยเฉพาะ NSW น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว เพราะกรมวิชาการเกษตรก็ทำงานใกล้ชิดกับกรมศุลกากรมาโดยตลอดในเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร และนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตรายทางการเกษตร

ส่วนทะเบียนเกษตรกร ของกรมส่งเสริมการเกษตรนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะกิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่มีการปรับเปลี่ยน เช่นจากที่เคยปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลุกข้าวโพด หรือ ที่เคยปลูกยางพารา เปลี่ยนไปปลูกกล้วยหอม ข้อมูลเหล่านี้ต้องอัพเดท เพราะจะมีผลต่อการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ หรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล

เป็นธรรมชาติของเกษตรกรที่ไม่ค่อยชอบความยุ่งยาก บางครั้งก็ไม่ไปแจ้ง หรือเข้าไปแก้ไขข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของตนเอง แม้จะมีการอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรเข้าไปแก้ไขข้อมูลเองได้ก็ตาม ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เป็นปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการเชื่อมโยงข้อมูลที่ว่านี้ เพราะเกษตรกรอาจต้องใช้ข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรไปยืนยันพื้นที่ และชนิดพืชเพื่อซื้อสารเคมี 3 ชนิดนี้ มาใช้ ซึ่งมี 2 ประเด็นปัญหาคือ ซื้อมาให้คนอื่นใช้ เพราะปัจจุบันไม่ได้ปลูกพืชนั้นแล้ว หรือต้องการซื้อมาใช้กับพืชที่ปลูกในปัจจุบัน แต่ซื้อไม่ได้เพราะในทะเบียนเกษตรกรระบุเป็นพืชอื่นที่เคยปลูกในอดีต เหล่านี้เป็นต้น

เอาเถอะถึงวันนี้ มาตรการที่ว่ามานี้ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ....คงรอให้รัฐบาลใหม่มาฟันธง


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ