คอลัมน์: RETRO: 'ต้อม เรนโบว์' สีสันจากวันวาน ส่องสว่างถึงวันนี้

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562 00:00:09 น.
กุหลาบสีเงิน

Star Retro สัปดาห์นี้ ได้โอกาสพิเศษ พูดคุยกับ ต้อม เรนโบว์ หรือ พีระพงษ์ พลชนะ นักร้อง ในตำนาน ที่ครองใจผู้ฟังทุกเพศทุกวัย ด้วยเสียงร้อง อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีเสื่อมคลาย ทำให้วันนี้เขายังสนุกกับการจับไมค์ แต่การเวียนว่ายบนถนนสาย ดนตรีล้วนมีขึ้นมีลง วันนี้จึงชักชวนกันมานั่งลง ย้อนเส้นทางแห่งวันวาน

เจาะเวลาย้อนอดีต

ผมเป็นคนจังหวัดนครพนมครับ เรียนจบมัธยมที่นครพนม แล้วก็ไปเรียนต่อที่จังหวัดอุดรธานี คุณพ่อผมเป็นนักดนตรีอยู่แล้ว ผมเองก็เล่นกีตาร์ เป็นอยู่แล้ว แต่พ่อให้เรียนอิเล็กโทน เพราะตอนนั้น เขาบอกว่าอิเล็กโทนเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงดูชีวิตตัวเองได้ เล่นคนเดียวหากินได้สบาย แต่สุดท้ายพอผมเรียนจบ อิเล็กโทนเริ่ม ไม่ค่อยจะนิยมแล้ว และเริ่มฮิตดนตรีเป็นวง เราก็อ้าว.. เห็นท่าไม่ดี จากที่เล่นอิเล็กโทนอยู่ดีๆ ก็ย้ายตัวเอง กลับมาเล่นกีตาร์เหมือนเดิม แล้วก็ตั้งวงกัน ประกวดวงดนตรีที่อุดรธานี ตอนนั้นมีวงที่สมัครแข่งขัน 100 กว่าวง วงเราได้ที่ 4 แต่เขาให้ถ้วยรางวัลแค่ 3 ตำแหน่งแรก (หัวเราะ) แต่จากตรงนั้น ก็จุดประกายงานด้านดนตรีให้กับผม

ดนตรีเลี้ยงชีวิต

จากนั้นผมเข้ากรุงเทพฯ ได้เล่นในคลับ บาร์ญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในพัฒน์พงศ์ตอนนั้น เล่นอยู่ ที่นั่นเป็นอาชีพเลย เดือนหนึ่งได้เงินประมาณ 7,000 กว่าบาท ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก เพราะเป็นคลับที่ดังมากช่วงนั้น ก็เล่นอยู่ตรงนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าปีที่ 3 วงอินทนิลเขาแตกวง คือตอนที่เขาออกเพลงชุด "สวรรค์เป็นใจ" หลังจากนั้น ก็แยกวง สมาชิกคนหนึ่งที่เป็นมือกลอง หัวหน้า วงอินทนิล เขารู้จักกับผม เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน คือนครพนม เขาก็มาหาผม เห็นเราเล่นกีตาร์ เขาก็สนใจ เพราะกำลังจะฟอร์มวงใหม่พอดี ผมก็โอเคตอบตกลงทำอัลบั้มกัน ก็กลายเป็นสมาชิกอินทนิล อยู่พักหนึ่ง ซึ่งผมทำอยู่ชุดเดียวนะ เป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงอินทนิล

กำเนิดวงดนตรี

หลังจากทำอัลบั้มของวงอินทนิล ก็มีสมาชิกบางคนติดทหาร วงเลยต้องยุบอีก คราวนี้ก็มานั่งคิด จะทำยังไง เลยลองหาสมาชิกใหม่มารวมตัวกัน ได้ ป๋อง (เรวัติ สระแก้ว), อุ๋น (ธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์) แล้วก็มี อี๊ด (สุชาติ จันทร์ต้น), พร (อัมพร ชาวเวียง) เข้ามาผสม ตอนแรกก็จะตั้งเป็น อินทนิล ตอนหลัง คิดกันว่าเปลี่ยนเป็นวงใหม่เลยดีกว่า ตอนนั้นประมาณปี 2526-2527 ก็เลยเซ็นสัญญากับ RS ในนามของวงที่ชื่อว่า "สายรุ้ง" เพราะพวกเราชอบ สีสันของมัน และสีก็มีมิติด้วย แต่สักพักพอเราตั้งชื่อวงว่า "สายรุ้ง" กลายเป็นว่าไม่เข้ากับสถานการณ์เพราะศิลปินในช่วงนั้น จะมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษกัน จากสายรุ้ง ก็เลยเปลี่ยนเป็น "เรนโบว์" และหลังจากนั้นเรนโบว์ก็ออกอัลบั้มมาเรื่อยๆ ชุดที่ 1-2-3-4 เรื่อยมา ซึ่งพอออกชุดแรกก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ คิดว่าเอ๊ะ หรือว่าจะกลับไปเล่นในคลับญี่ปุ่นเหมือนเดิม ช่วงนั้น คือเป็นช่วงที่ไม่มีตังค์เลย ลำบาก เพราะเมื่อก่อน ยังมีเงินเดือนจากการทำงานที่คลับ ก็รู้สึกท้อเหมือน กันนะ แต่ปรากฏว่าชุดที่ 2 เพลง "ความในใจ" ดัง คราวนี้เลยยาวเลย กลายเป็น ต้อม เรนโบว์ จนกระทั่งปัจจุบันนี้

'เรนโบว์' แจ้งเกิดอย่างภาคภูมิใจ

ช่วงที่พีคที่สุด คงเป็นชุดที่ 2 ของ เรนโบว์ เพลง "ความในใจ" ครับ ช่วงนั้นจะมีจดหมายเข้ามาหาเราวันหนึ่ง 300-1,000 ฉบับเลย แล้วตอนนั้น ผมอยู่อพาร์ตเม้นท์ คนที่รับจดหมายที่อพาร์ตเม้นท์ เขาบอกเบื่อเลยมาเยอะมาก (หัวเราะ) คือช่วงนั้นเขาก็จะติดต่อกันทางจดหมาย ช่วงนี้ก็กลายเป็น โซเชียลฯ เป็นคอมเม้นท์ต่างๆ แต่ตอนนั้นเป็นจดหมาย ที่ส่งเข้ามามากมาย ทำให้เรารู้ว่าคนรู้จักเราอย่างแพร่หลายนะ เริ่มรู้ว่าตัวเองดัง แต่ไม่มั่นใจว่า ดังแค่ไหน แต่ปรากฏว่ามีโอกาสไปเล่นที่โคราช แล้วตอนเราไปโคราชก็ไม่รู้เลยว่าเพลงเราติดอันดับหนึ่ง ที่นั่นไปนานแล้ว ก็ไปเล่นตามปกติ พอถึงเวลาเล่นปุ๊บ ร้องเพลงความในใจ เท่านั้นแหละ เรารู้เลยว่าเรา ดังมาก เพราะพื้นที่ข้างๆ เวที ที่เขากั้นไว้เป็นที่เก็บบัตร ปรากฏว่าคนพุ่งออกมาแล้วก็กรี๊ดๆ และร้องเพลง ตามเราได้ หลังจากนั้นก็ออกอัลบั้มเรื่อยๆ ประมาณ 8 อัลบั้ม แต่อัลบั้มพิเศษจะค่อนข้างเยอะ รวมๆ สรุป แล้วก็ออกมาทั้งหมดเกือบ 20 อัลบั้ม แต่ก็ยอมรับนะว่าจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังหาเพลงที่ดัง เท่ากับเพลงความในใจไม่ได้นะ แต่ว่าแฟนเพลง ก็ยังโอเค ให้การตอบรับอยู่เสมอ ต้องขอบคุณมากๆ ครับ

ชิมลางงานแสดง

เคยครั้งหนึ่งมั้งครับ เพราะตอนนั้นเราเป็นศิลปินอยู่ แล้วละครไม่เคยดู แต่จับเราไปเล่น ซึ่งเราปฏิเสธแล้วนะ แต่ผู้ใหญ่ให้ลองเล่นเป็นประสบการณ์ ก็เล่นไม่ได้หรอก พยายามแล้วล่ะ แต่รู้ว่าไม่ใช่ทางเรา ก็เล่นเรื่องเดียวจอด(หัวเราะ) เราคงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ

งานเพลงอิ่มตัว เติมเต็มชีวิตครอบครัว

พอเพลงอิ่มตัวปุ๊บ ก็วางแผนว่าจะไปอยู่ต่างประเทศ เพราะภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส ส่งลูกไปเรียนก่อน ปีแรกไป-กลับฝรั่งเศสตลอด จากนั้น ก็ไปอยู่ด้วยกันที่ฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีงานติดต่อ เข้ามา เพราะเข้าสถานทูตไทยที่ปารีส เพื่อจะไป แจ้งเกิดลูกคนที่สอง คนไทยที่นั่นก็เห็นว่าเป็นผม ต้อม เรนโบว์ แฟนเพลงเราทั้งนั้น เขาก็ขอเบอร์ เราไว้ เผื่อเชิญมาร่วมงานต่างๆ เพราะที่นู่น เขาจะมีงานวัดเยอะ และใหญ่มาก เหมือนวัด เป็นจุดศูนย์กลางของคนไทยที่นั่น แล้วปรากฏว่า เขาก็เรียกเราไปจริงๆ ปีแรกนี่คนล้นหลามมาก และสื่อก็มีทำข่าวและคนไทยที่อยู่ละแวกนั้นก็ เห็นว่าเราอยู่ที่นั่นจริงๆ เขาก็เริ่มติดต่อเราไป ร้องแพลง ทั้งที่ฟินแลนด์ ฮอลแลนด์ เยอรมนี ทั่วยุโรปฝั่งนั้น เรียกว่างานเข้ามาตลอด จนกระทั่ง อยู่ฝรั่งเศสยาว 11 ปี และมีลูกเพิ่มอีกคนหนึ่ง รวมเป็น 3 คน

วิถีชีวิตของครอบครัว

ชีวิตคู่กับภรรยา (แอนนา พลชนะ) และลูกๆ ราบรื่นดีครับ เขาดูแลผมตลอด เพราะผมเองเป็นคนแปลกๆ ติสท์นิดหนึ่ง เอาใจยาก แล้วทำอะไร ไม่ค่อยเป็น เขาจะช่วยทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เราเข้าใจเขา แล้วเขาก็เข้าใจเรา ช่วยกันดูแลกันและกัน ส่วนลูกๆ ตอนนี้คนโตชื่อ "น้องแพน พีระนา" ที่มาของชื่อก็คือชื่อผม พีระพงษ์ ผสมกับ ภรรยา แอนนา อายุย่าง 27 ปี เรียนจบและทำงานแล้วอยู่ต่างประเทศ เขาเป็น นักเรียนทุนของฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ทุนแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ เลยนะ เขาเก่งเรื่องภาษา พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็กู้เงินเรียนเองจนจบ ส่วนคนที่สอง "น้องทอมมี่" เพิ่งส่งไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส เหมือนกับพี่สาวเขา เข้าปีแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ช่วงแรกก็เป็นห่วงนะ เพราะไม่เคยจากอกพ่อแม่เลย 18 ปี ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่เขาก็บริหารจัดการเอง เป็นสไตล์เด็กฝรั่งเศส และคนสุดท้อง "น้องเตโอ้" ตอนนี้เรียนอยู่เมืองไทย อยู่ด้วยกันกับพ่อแม่ เพราะเขาเป็นเด็กพิเศษที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดครับ

รับมือกับอาการออทิสติก

เราก็คิดในแง่ดี คิดบวกไว้ จะได้สบายใจ ช่วงแรกคุณแม่เขาก็เริ่มโทษตัวเองว่า อุ้มท้องมาไม่ดี คลอดมาไม่ดีหรือเปล่า อะไรถึงทำให้ลูกเป็น แบบนี้ ผมก็ต้องคอยแนะนำสอนวิธีคิดให้เขา ซึ่งเขาก็เริ่มดีขึ้น เลยบอกว่าถ้าคุณอ่อนแอ ลูกคุณก็ ยิ่งอ่อนแอกว่านะ คุณต้องอยู่กับเขา ซึ่งเวลาเขาอยู่กับเรา เขาก็แฮปปี้ อารมณ์ดีในแบบเขา เราไม่เข้าใจเขาหรอกในความพิเศษของเขาข้างใน อย่าง เรื่องเรียนภาษาไทย เขาเขียนได้ อ่านออกหมด ไม่ว่าจะเป็นคำราชาศัพท์ รู้หมด ผมไม่เคยสอนเลยนะ แต่เขาศึกษาผ่านหนังสือและอินเตอร์ฯ รวมทั้ง สิ่งที่ผ่านหน้าเขา ส่วนภาษาอังกฤษนี่เป๊ะเลย เรียนรู้ได้เร็วมาก ดูเองเขียนเองได้ทุกอย่าง ก็เลยรู้สึกว่าดีใจโอ้โห...เทวดาส่งเด็กพิเศษสุดๆ คนนี้ มาเกิดเป็นลูกเรา

สุขภาพร่างกาย

สุขภาพผมโอเคดีครับ แต่น้ำหนักขึ้น นิดหน่อย เพราะปีที่แล้วไปฝรั่งเศส ร้อนมาก เลยดื่มเบียร์เย็นๆ เยอะไปหน่อย (หัวเราะ) ผมซื้อ เก็บไว้ที่อพาร์ตเม้นท์ลูกสาวบ้าง ลูกชายบ้าง คิดว่า จะมีคนกินด้วย ปรากฏว่าไม่มี เลยกินคนเดียว กลับมา อ้วนเลย (หัวเราะร่วน) ช่วงนี้ก็ออกกำลังกาย ด้วยการฟิตเนสให้ลดลงบ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน วิ่ง เดินเร็ว ก็ต้องออกกำลังกายตลอด เพราะเรากินเยอะ ส่วนโรคต่างๆ ไม่มี จะมีก็แต่เป็นไซนัส นิดหนึ่ง เพราะด้วยความแก่ตัวลงไปของเรา และการใช้เสียงเยอะด้วย แต่ผมก็มีวิธีวอร์มอัพ ที่ถูกต้อง จึงสามารถทำงานได้ปกติ ไม่มีปัญหากระทบเรื่องงานครับ

แพลนบั้นปลายชีวิต

ผมก็คงหาอาชีพเสริมต่อไป และคิดอยู่ ว่าจะทำอะไร อาจจะเป็นร้านอาหารที่ฝรั่งเศส หรือจะเป็นที่ประเทศไทย คิดอยู่ครับ คือเตโอ้เรียน อีก 5 ปี ก็จะจบ High School ในไทย ต่อไปจะ ยังไงก็ต้องดูว่าศักยภาพของเขาจะเป็นไปถึงขั้นไหน แต่เราก็ Stand By ไว้อยู่ตลอดครับ

เตรียมขึ้นเวทีครั้งประวัติศาสตร์

ผมกำลังจะขึ้นคอนเสิร์ต "His & Her Present รวมดาว 18 กะรัต The Concert" ที่ ไบเทค บางนา (ฮอลล์ 106) ในวันที่ 27 เมษายนนี้ อยากจะให้แฟนเพลงได้มาชมกัน เพราะเป็น ปรากฏการณ์ที่ทั้งสองตำนานมารวมกัน คือ "18 กะรัต" กับ "รวมดาว" สนุกเข้มข้นแน่นอน ทั้งการ แสดง เพลง อะไรต่างๆ ที่เราเตรียมพร้อมมาให้กับทุกคน ไม่อยากให้พลาดไปชมกันครับ

แฟนเพลง "ต้อม เรนโบว์" นัดรวมพล กันได้เลยค่ะ เพราะงานนี้คุ้มจริงๆ สำหรับแฟนเพลง วัย 50 อัพ ที่ห่างหายจากสีสันความสนุกของ ยุคนั้นมาเนิ่นนาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง