คอลัมน์: ภูมิบ้านภูมิเมือง: 'หลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์' หลักชัยแห่งราชอาณาจักร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562 00:00:56 น.
โดย : พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ
Paladisai@siamrecorder.com

วันที่ ๒๑ เมษายน นี้  เป็นวันที่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีวางเสาหลักเมืองขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นพระนคร ซึ่งเป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อันเป็นธรรมเนียมการตั้งพระนครมาแต่โบราณว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองขึ้นนั้นจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองบนชัยภูมิที่สำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้นใหม่และเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองประกาศยืนยันเป็นหลักว่าจะตั้งบ้านเมืองให้มั่นคงอยู่ ณ ที่นี้ต่อไป

หลักเมืองที่สร้างในเมืองสำคัญของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ทำจากไม้มงคล เช่น ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ มีลักษณะเป็นเสาหลักปลายยอดทำเป็นดอกบัวตูม หรือหน้าเทวดา หน้าพรหม หรือใช้หลักหิน ใบเสมา ตามความนิยมแต่ละยุคสมัย ซึ่งบางเมืองนั้นมีการใช้โบราณวัตถุสำคัญที่พบในพื้นที่ ได้แก่ เทวรูปเคารพ เช่น เมืองสุพรรณภูมิ หรือสุพรรณบุรี และเมืองอู่ทอง ใช้หลักศิลาจารึก เช่นเมืองเพชรบูรณ์ เป็นต้น

สำหรับ เสาหลักเมือง ของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นต้นรัชกาลที่ ๑ สร้างด้วยไม้มงคล ซึ่งได้กระทำพิธียกเสาขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เดิมนั้น เสาหลักเมืองตั้งอยู่กลางแจ้ง มีเพียงศาลาปลูกไว้ กลางแดดกันฝนเท่านั้น ต่อมาได้ชำรุดลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้าฯให้ทำเสาหลักเมืองขึ้นใหม่อีกเสาหนึ่ง จึงทำให้เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง ๒ องค์ นับจากนั้นเป็นต้นมา คือ หลักเมืององค์แรก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าฯให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๕๔ นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองนั้นได้ทำพิธีตามพระตำราพระราชพิธีนครฐาน แต่โบราณใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้วฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง หลักเมืององค์ที่สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมือง ในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่

ปัจจุบันได้ปรับปรุงศาลาหลักเมืองเป็นศาลาปูนจตุรมุขทรงไทย ทรงยอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ตามแบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ มีมุขยื่นทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านมีหลังคาซ้อนสองชั้น และมีมุขลดอีกด้านละชั้น มีหลังคากันสาดโดยรอบ เครื่องมุงประดับกระเบื้องเคลือบ ตามลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยาในอดีต ออกแบบโดย นายอาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ศาลหลักเมืองนั้นได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ปีพ.ศ.๒๕๒๓ นั้น มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี ในพ.ศ.๒๕๒๕ ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ องค์ คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับสักการะและมีการจัดละครรำ ละครชาตรี ไว้ตามประเพณีนิยมแก้บนด้วยละครด้วย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อธิบาย "การสร้างหลักเมือง" ว่าเป็นประเพณีพราหมณ์ที่มาแต่อินเดีย ประเทศไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงเป็นด้วยประชาชน ประชุมชน นั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านรวมเป็นตำบล ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอเดิมเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆ เมืองรวมเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่หลายๆ เมืองเป็นมหานคร คือ เมืองพระมหานคร การสร้างหลักเมืองนั้นเพื่อให้รู้ว่าหลักบ้านหลักเมืองมีอยู่ที่ไหน บ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข หลักเมืองต้องฝังไว้ในย่านกลางเมือง หรือในทำเลที่เป็นชัยภูมิ ตามทิศทางของเมือง และในสมัยโบราณนั้นเมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานี ย่อมมีฝังหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลของเมืองทุกเมือง

บรรยายใต้ภาพ
ศาลหลักเมือง
พิธีสมโภชพระนคร
ยันต์ดวงชะตาพระนคร
ยันต์สุริยันทรงกลดของหลักเมือง สมัย รัชกาลที่ ๑
พิธีตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์
หลักเมืองสุพรรณภูมิ
เสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๑
หลักเมืองปัจจุบัน
ศาลเทพารักษ์
ตำราพระราชพิธีนครฐานโบราณ
พิธีฝังหลักเมือง ๒
ข่าวที่เกี่ยวข้อง