แนะแปลงใหญ่ข้าวปรับระบบปลูก

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 26 เมษายน 2562 00:00:30 น.
เน้นคุณภาพสร้างมูลค่าเพิ่มขยายตลาด

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การจัดการแปลงใหญ่ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ยังช่วยส่งเสริมเพื่อการจัดระบบการปลูกพืชข้าวแปลงใหญ่ในภาคกลาง เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 33 แปลง 4 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าว พืชผัก พืชอาหารสัตว์ และแพะเนื้อ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,659 ราย มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ 38,758.25 ไร่ สำหรับแปลงใหญ่ข้าวส่งเสริมให้เกษตรกรลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ จากอัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ลดเหลือเพียง 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งเสริมให้ใช้เครื่องโรยข้าวงอกนวัตกรรมช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งการปลูกข้าวในเขตภาคกลางส่วนมากปลูกโดยหว่านน้ำตม เพราะนอกจากทำให้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงแล้ว ยังส่งผลให้ต้นข้าวที่งอกเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ มีระยะห่างเหมาะสมลดกระจุกตัว ง่ายต่อการบริหารจัดการต่อไป

พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเก็บตัวอย่างดินจากแปลงนาของตน ไปตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินเบื้องต้น และส่งเสริมให้ผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินใช้เอง ซึ่งการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินนี้จะใช้ปุ๋ยลดลง จากอัตราส่วน 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการผลิต ลดเหลือเพียง 30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการผลิต และส่งเสริมให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอกควบคู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับโครงสร้างดิน เน้นปรับปรุงบำรุงดิน โดยไถกลบตอซัง ปลูกปุ๋ยพืชสด ร่วมกับส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ควบคู่กับการใช้สารเคมีจัดการศัตรูพืช

ด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิต ส่งเสริม ให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเหมาะกับพื้นที่ มีเมล็ดพันธุ์ปนน้อย ในการผลิต ผ่านการถ่ายทอดความรู้การจัดการระหว่างการเก็บเกี่ยวโดยส่งเสริมให้เก็บเกี่ยวข้าวช่วงระยะพลับพลึง เพื่อลดสูญเสียปริมาณข้าว ด้านการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับความหมาย แนวทางขอรับรองมาตรฐานการเกษตรที่ดีที่เหมาะสม (GAP) และส่งเสริม ให้ขอรับรองมาตรฐาน GAP ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯปรับระบบการผลิตและขอรับรองมาตรฐานการผลิตตามระบบ GAP 436 ราย และที่ได้รับรองมาตรฐานแล้ว 136 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.09 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผลการดำเนินงานเบื้องต้นทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาดโดยร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะลดต้นทุนการผลิตได้ จากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการมีต้นทุนเฉลี่ย 4,714 บาทต่อไร่ และเมื่อเข้าโครงการแล้วมีต้นทุนผลิตเฉลี่ย 4,008 บาทต่อไร่ ลดได้ 706 บาท คิดเป็นร้อยละ 18.14 ของต้นทุนการผลิตก่อนเข้าร่วมโครงการ ทั้งยังเพิ่มปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเป็น 849 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ 775 กิโลกรัม ต่อไร่ ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น 74 กิโลกรัม ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.46 ของปริมาณผลผลิตเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการแต่ในอนาคต กรม เตรียมส่งเสริมให้เกษตกรตระหนักถึงการทำผลผลิตที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค พร้อมปรับกระบวนการผลิตให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP ให้ได้มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง